Panic Room : คนในอยากออก คนนอกอยากเข้า

ถ้าสมมุติคุณทำงานในบริษัทรับสร้างห้องนิรภัยมานับสิบปี แล้วอยู่มาวันหนึ่งก็มีคนมายื่นข้อเสนอกับคุณว่า……

ถาม : ผมอยากให้คุณร่วมมือกับผม ในการขโมยเงินที่เก็บในห้องนิรภัยที่คุณเป็นคนออกแบบ

ตอบ : ไม่มีทาง!!! ผมคงไม่บ้าขนาดที่จะเอาตัวเองไปเสี่ยงกับคุกกับตารางหรอก

ถาม :
เรื่องนั้นคุณไม่ต้องเป็นห่วง บ้านหลังนั้นเป็นบ้านร้าง ที่สำคัญไม่มีใครรู้ว่ามีเงินมหาศาลเก็บอยู่ในนั้น


ตอบ :
………..


ถาม :
งานนี้ง่ายมากสำหรับมือโปรอย่างคุณ อย่าปฏิเสธเลย ผมรู้มาว่าตอนนี้ คุณกำลังมีปัญหาเรื่องเงินๆ ทองๆ อย่างมากไม่ใช่เหรอ คิดดูดีๆ นะ งานนี้ไม่มีใครต้องบาดเจ็บและคุณจะได้แก้ไขปัญหาของคุณให้หมดไปด้วย


ตอบ :
………..

ถ้าเป็นคุณ คำตอบของคุณจะเป็นเช่นใด? สำหรับ นายเบอร์นั่ม (Burnham) ในหนังเรื่อง “Panic Room” เขาตัดสินใจที่จะใช้โอกาสนี้แก้ไขปัญหาที่ตัวเองเผชิญอยู่ แต่แล้วเรื่องมันก็ไม่ได้ราบรื่นอย่างที่คิด

บังเอิญ เม็ก อัลท์แมน (โจดี้ ฟอสเตอร์ Jodie Foster) ตัดสินใจเช่าตึกดังกล่าว เธอและ ซาร่าห์ (ลูกสาว) ย้ายเข้ามาอยู่ในวันที่พวกเขาซึ่งประกอบด้วย เบอร์นั่ม (ฟอร์เรส วิทเทคเกอร์ Forest Whitaker) , จูเนียร์ (เจเร็ต เลโท Jared Leto) และ ราอูล (ดไวท์ โยแคม Dwight Yoakam) นัดหมายที่จะลงมือพอดี

และแล้วก่อนที่พวกเขาจะทำงานสำเร็จ เม็ก และ ซาร่าห์ ก็หลบเข้าไปในห้องนิรภัยได้ก่อน ในเมื่อมันเป็น “ห้องนิรภัย” พวกเขาจึงไม่สามารถพังเข้าไปได้ เมื่อเข้าไปไม่ได้ ก็เอาเงินที่ซ่อนอยู่ในห้องนั้นไม่ได้ พวกเบอร์นั่ม ต้องหาทางบีบให้เม็กออกมาจากห้อง

เป็นเรื่องปรกติที่คนดูทุกคนจะทราบอยู่แล้วว่าหนังจะลงเอยอย่างไร แต่เสน่ห์ของหนังแนวตื่นเต้นระทึกขวัญอย่าง Panic Room อยู่ที่การติดตามดูการใช้ไหวพริบปฏิพานในการ “วางแผน-แก้เกม” ระหว่างทั้งสองฝ่าย ดังนั้นหนังจะออกมาดีแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับ “กึ๋น” ของคนเขียนบท และหนังเรื่องนี้ก็ไม่ได้มองข้ามความสำคัญในเรื่องดังกล่าว โดยเลือกที่จะใช้บริการมือเขียนบทชื่อดังอย่าง เดวิท โคเอ็บบ์ (David Koepp) ที่เคยมีผลงานอย่าง Calito’s Way , Jurassic Park 1-2 และล่าสุดก็คือ Spiderman

ด้วยข้อจำกัดของเรื่องที่กำหนดให้เรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นในพื้นที่ทั้ง 4 ชั้นของบ้าน และตัวละครที่มีเพียง 5-6 คน เขาใช้รายละเอียดปลีกย้ายต่างๆ ในการสร้างเงื่อนไขให้คนดูต้องคอยลุ้นเอาใจเม็กและลูกสาวของเธอไปตลอดเรื่อง อย่างเช่น การที่โรคประจำตัวของ ซาร่าห์ กำเริบ เม็กต้องวางแผนเพื่อที่ออกไปเอายาที่อยู่ข้างนอก

ในส่วนของการแปรสภาพตัวหนังสือให้ออกมาเป็นภาพ เป็นหน้าที่ของ เดวิด ฟินเชอร์ ผู้กำกับที่เติบโตมาจากสาย Music Video เจ้าของผลงานอย่าง Se7en , Fight Club และ The Game รวมทั้งผลงานที่ไม่มีใครอยากจะนึกถึงอย่าง Alien3 (ฮา)

จุดเด่นประการหนึ่งที่เห็นได้ชัดในหนังเรื่องนี้ คือการเคลื่อนกล้อง “ฝ่า” สิ่งกีดขวางต่าง ๆ เช่น กำแพง หน้าต่าง กระจก หรือกระทั่งเสาที่ราวบันได ไม่ต่างไปจากการที่โจรทั้ง 3 พยายามทุกทางที่จะ “ฝ่า” มาตรการป้องกันต่าง ๆ เข้าไปในห้องนิรภัย

โดยรวมแล้ว Panic Room จัดได้ว่าเป็นหนังตลาดชั้นดี ที่ทำออกมาได้ลงตัวในทุกองค์ประกอบ ดาราแต่ละคนก็ทำหน้าที่ได้สมบูรณ์ จะมีบ้างที่อาจจะเป็นข้อด้อยในความเห็นส่วนตัวของผม ก็คือการเลือก โจดี้ ฟอสเตอร์ มารับบท เม็ก ผมรู้สึกว่าเธอเป็นผู้หญิงแกร่ง จนคนดูอย่างผมไม่ค่อยจำเป็นต้องเอาใจช่วยซักเท่าไหร่ (เพราะขนาด ดร.ฮันนีบาล ใน Silence of the Lamb เธอก็เจอมาแล้ว ฮาฮาฮา)

สิ่งที่ผมชอบที่สุดในหนังเรื่องนี้ คือการที่บทหนังสร้าง Charactor ที่แตกต่างกันของโจรแต่ละคนไว้อย่างน่าสนใจ ตัวละครอย่าง ราอูล นั้นเรียกได้เต็มปากว่าเป็น “วายร้ายมืออาชีพ” ตามแบบฉบับของผู้ร้ายในหนังทั่วไป ส่วนจูเนียร์ที่ในตอนแรกดูจะแสดงตัวเป็น “หัวหน้าทีม” แต่พอสุดท้ายมันก็แค่ “กุ้ย” ที่ริอาจจะเป็น “โจร”

แต่ตัวละครที่น่าสนใจที่สุดก็คือตัว เบอร์นั่ม ที่รับบทโดย ฟอร์เรส วิทเทคเกอร์ ผมรู้สึกว่าหน้าตาอย่างซื่อๆ อย่างนี้ ดูยังไงก็ไม่ใช่ผู้ร้าย เขาเหมือนอย่างยิ่งกับบท “โจรมือสมัครเล่น” ในเรื่องนี้ การที่ เบอร์นั่ม รับงานนี้ แน่นอนว่าเป็นเพราะความโลภ แต่ก็เพราะมีภาระที่จะต้องหาเงินมาจ่ายค่าเลี้ยงดูลูกสาวตามคำสั่งศาล อีกทั้งเข้าใจว่าบ้านหลังนั้นไม่มีใครอยู่ ประเมินสถานการณ์ดูแล้ว แทบจะเรียกได้ว่างานนี้ “มีแต่ได้”

แน่นอนว่านี่เป็นการสร้างเงื่อนไขและรายละเอืยดให้เนื้อเรื่องมีมิติที่ซับซ้อนมากขึ้น อย่างน้อยก็มีผมคนหนึ่งล่ะ ที่เกลียดนาย เบอร์นั่ม ในเรื่องนี้ไม่ลง อีกทั้งออกจะเห็นใจเขาอยู่นิด ๆ ด้วยซ้ำเมื่อได้รู้ “บทสรุป” สำหรับเขาในตอนท้ายเรื่อง

แต่ผมก็ยังเชื่อว่าในชีวิตจริงทุกคน ก็มีโอกาสเจอกับสถานการณ์เช่นนี้ ช่วงชีวิตที่ต้องเผชิญกับความหนาวเหน็บจาก “พายุปัญหา” ที่ประดังเข้ามาทุกทิศทางจนเหมือนไร้ทางออก ทันใดนั้นก็ปรากฏกองไฟเล็ก ๆ ขึ้นใกล้ ๆ ตัวคุณ คุณต้องการเพิ่มแสงสว่างของกองไฟให้มากขึ้น เพื่อขับไล่ความเหน็บหนาวนั้นไป แต่การจะทำเช่นนั้นได้ ต้องแลกด้วยการใช้ “ศีลธรรม” เป็นฟืนให้กองไฟนั้นเผาไหม้จนหมด

สำหรับผม ผมมีคำตอบในเรื่องนี้สำหรับตัวเองแล้ว และผมไม่ต้องการบอกให้คุณรู้ (ฮา) แต่ผมอยากจะขอให้คุณย้อนกลับไปอ่านย่อหน้าแรกสุดของบทบาทนี้อีกครั้ง แล้วคิดหาคำตอบสำหรับตัวเองดู

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *