RSA-ABAC Story ตอนที่ 7 “20 คน”

คืนมืดมน…..เด็กน้อยเดินลงมาจาก “ตึกกิจกรรม” ด้วยใจอันสับสน สันสบกับมาตราฐานคุณค่าความดีงามที่สังคมบัญญัติไว้ เด็กน้อยเป็นดั่งตัวแทนของคนหนุ่มสาวในโลกปัจจุบัน คนธรรมดา ไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไรนักหนา ถ้าแต่โลกแห่งการเรียนรู้ที่เด็กน้อยโหยหาถึง…มันมีอยู่จริงหรือ ?

ไม่แปลกเลยที่เด็กน้อยมีคำถามอยู่เต็มหัว คำถามที่ “ผู้ใหญ่” ตอบไม่ได้ จะตอบได้อย่างไรละ ไม่เมื่อของบางอย่าง เรื่องบางเรื่อง มันมองด้วยตาไม่เห็น แต่ต้องใช้ใจมอง….ใจที่กบฎด้วย…

สายตา – เป็นอะไรของมึงว่ะ

สายใจ – มึงไม่รู้ข่าวหรือไง เรื่องชมรมค่ายฯ เราจะต้องถูกยุบถ้าค่ายนี้หาสมาชิกได้ไม่ถึง 20 คน

สายตา – ก็พอรู้….แล้วไงละ

สายใจ – อ้าว…ไอ้ห่านี่….มึงไม่รู้สึกว่ามันไม่ยุติธรรมบ้างหรือไง

สายตา – มึงก็พูดเกินไป เขาไม่ได้ยุบนี่ เท่าที่กูรู้เขาก็แค่ “ลดสถานะ” ไปใช้งบประมาณส่วนอื่น ตัวชมรมก็ยังอยู่

สายใจ – แล้วนั้นไม่ใช่ยุบหรือไง ประเด็นมันอยู่ที่การเปลี่ยนแปลง การเป็นสถานะองค์กรใด ๆ ก็ตามมันอยู่ที่เหตุผลและหลักการ แต่เหตุผลไอ้ที่ว่า 20 คน มันยุติธรรมตรงไหนว่ะ

สายตา – ก็งบประมาณที่มึงใช้ ๆ กันมากมายขนาดนี้ แต่คนเข้าร่วมน้อยมันก็ไม่คุ้มสิ เงินส่วนนี้เอาไปทำอย่างอื่นไม่คุ้มกว่าเหรอ

สายใจ – นั้นไง….แสดงว่าแม้แต่สถานศึกษาก็ยังใช้วิธีคิดแบบ “รับใช้ทุน” ใช่ไหม? เท่านี้คุ้ม เท่านั้นไม่คุ้ม กูถามหน่อยว่า “อุดมคติ ของคนหนุ่มสาว มันราคาเท่าไหร่ว่ะ” การคนเข้าร่วมน้อยมันก็มีบริบทของมัน มันรายละเอียดวิธีคิดของตัวองค์กรที่อาจจะไม่เป็นที่ “นิยม” สำหรับนักศึกษาทั่วไป มึงก็ดูสภาพการบ้านเมืองสังคมไทยตอนนี้สิ มึงจะมันเบ่งบานเหมือนสมัย 14 ตุลา 2516 ได้ยังไง แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่ากิจกรรมค่ายมันจะด้อยค่าลงไป คนน้อย….ก็ช่วยกันทำให้เยอะสิว่ะ! คนไม่ถึงก็ยุบ ๆ ๆ ๆ ทำไมไม่ประกาศให้โลกรู้ไปเลยสิว่ากิจกรรมค่ายในสถาบันนี้สนใจแต่จำนวนคนเท่านั้น ไม่ว่ามึงจะทำค่ายห่วยแตกยัง ไม่ว่ามึงสร้างผลกระทบให้ชุมชน ให้ชนบทยังไง ไม่ว่าสมาชิกค่ายคุณจะเหี้ยห่าซาตานยังไง คุณทำค่ายที่นี่ได้ถ้าคุณมีคนไปค่ายถึง 20 คน…. ตรงกันข้ามค่ายที่ดี ค่ายที่สอนคนได้ แต่คนไปไม่ถึง 20 คน…ต้องทำลายซะ

สายตา – Over ไปแล้วเพื่อน นั้นมัน “ดำ-ขาว” เกินไป มึงเองน่าจะเข้าใจระบบการทำงานอยู่แล้ว กิจกรรมต่าง ๆ มันมีตัวชี้วัดหลาย ๆ ตัว ทำไมมึงไม่คิดว่าชมรมมึงอ่อนเรื่องการประชาสัมพันธ์ คนถึงไม่สนใจ แบบนี้มึงโทษคนโน้นคนนี้ไปเรื่อย ไม่เคยโทษตัวเองเลยสิ

สายใจ – มึงก็พูดถูก ทำไมกูจะไม่รู้ว่าเราอ่อนประชาสัมพันธ์ เราคุยเรื่องนี้กันตลอดอยู่ แต่มันควรจะใช้เป็นเหตุผลในการเปลี่ยนแปลงองค์กรใช่ไหม ประเด็นมันอยู่ที่วิธีคิด ไม่ใช่เรื่องการทำหรือไม่ทำกิจกรรมอะไร คุณค่าของการทำกิจกรรมนักศึกษามันอยู่ตรงนั้นหรือ มึงรู้ไหมการที่เขาคิดจะแก้ปัญหาโดยการทำแบบนี้ถ้ามันเป็นการก่อปัญหาอื่นขึ้นมาละ เช่น ถ้ากรรมการชมรมมันเกิดมีมาตราฐานความดีต่ำ มันใช้วิธีฉ้อฉลโดยการให้คนนอก ใครก็ได้ไปค่ายให้ถึง 20 คน แล้วค่อยไปไล่ขอชื่อเพื่อนที่เรียนอยู่ที่นี่แต่ไม่ได้ไปจนครบ แบบนี้ก็ผ่านใช่ไหม แต่นี่เท่ากับว่าคุณกำลังเอื้อให้คนทำเลวเลยนะ แล้วมันเป็นการแก้ที่ถูกต้องไหม อีกอย่างเขาเคยลองเช็คดูคุณภาพชมรมเราหรือยัง ว่าสิ่งที่เราทำส่งผลยังไงของคนหนุ่มสาว ต่อมุมมองในการทำเพื่อสังคม ไม่ต้องเทียบกับชมรมอื่นก็ได้ เอาแค่ว่าคุณเคยลองมองดูพวกเราลึก ๆ ไหม ว่าเราคิดอะไร นอกจากออกค่ายแล้วเราทำอะไรที่เป็นการเรียนรู้บ้าง การเขียน Cutout ต่าง ๆ เว็บไซต์ชมรมก็มีประกาศเห็นชัดอยู่ทุก Cutout จุลสารเราก็ทำ ทุกอย่างทำด้วยความคิดของเด็กค่ายฯ ด้วยผลผลิตของกิจกรรมค่ายฯ ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปี เราพูดเรื่องชุมชน เรื่องชาวบ้าน เรื่องสังคม เรื่องความไม่ยุติธรรม เรื่องการพัฒนาผิดทิศทาง เราพูดเพราะเชื่ออย่างนั้น เพราะเราเห็นแบบนั้น เห็นด้วยตา (แบบมึง) แล้วสำนึกด้วยใจ (แบบกู) แต่องค์กรนี้กำลังจะถูกทำร้ายไม่ว่ามึงจะใช้วาทกรรมใดมาอ้าง ด้วยเหตุผลแค่คนไปไม่ถึง 20 คน ถ้าค่ายนี้มีคนไป 10 คนละยุบไหม 15 คนละยุบไหม 19 คนละจะยุบไหม มึงเอาส้นตีนตอบกูสิ

สายตา – ใจเย็นเพื่อน กูเข้าใจความรู้สึกมึงนะ แต่คนเรามันคิดต่างกันได้นี่หว่า มึงอยู่ในระบบเขามึงก็ต้องยอมรับ มันเป็นสัจธรรม

สายใจ – สัจธรรมที่เขียนด้วยตีน นะสิ นี่สถาบันการศึกษานะโว้ย ไม่ใช่บริษัทเอกชน ที่นี่ต้องสอนคนไม่ใช่ตัดสินคน

สายตา – ก็สอนสิว่ะ นี่ก็เป็นบทเรียนเหมือนกัน บทเรียนสำหรับทุกคนในการปรับตัว

สายใจ – ปรับตัวไปสู่ไปอะไรเหรอ? ปรับตัวแบบเดียวกับที่ชาวบ้านปรับใช่ไหม ชาวบ้านที่โดย “ขโมย” ที่ดินไปสร้างเขื่อน ที่โดนเอาท้องทะเลที่ใช้ทำมาหากินไปสร้างโรงไฟฟ้า หรือที่อื่น ๆ ที่โดยบังคับ บังคับให้ปรับตัว ให้เสียสละเพื่อชาติ เดี๋ยวรัฐจะชดเชยให้นะ ภูมิปัญญาท้องถิ่น วัฒนธรรมท้องถิ่น วิถีชีวิตชนบท ราคาเท่าไหร่ละ บอกมาเลยเดี๋ยวจ่ายให้… นี่ใช่ไหมปรับตัว การคิดแบบ “ทุน” เช่นนี้นะหรือที่สถาบันแห่งนี้จะสอนแก่คนหนุ่มสาว ตัวเลข เงินทอง กำไร ขาดทุน นี่คือคุณค่าของชีวิตคนไทยใช่ไหม มึงรู้ซะด้วยนะ มันไม่ได้ทำลายแค่ชมรมเท่านั้น แต่ทำลายอุดมคติ ความฝัน และแรงบันดาลของคนหนุ่มสาวลงไปด้วย ชมรมที่เป็นแรงบันดาลของคนมากมายในการทำเพื่อสังคม บางคนถึงขนาดเปลี่ยนวิถีชีวิตตัวเองเสียสละเพื่อคนอื่นได้ ชมรมนี้สร้างความฝันในเยาวชน ฝันที่สังคมเมืองสร้างไม่ได้ ฝันที่จะคิดนอกกรอบ ฝันถึงงานศิลปะ ถึงการเลือกเสพศิลปะดีๆ เคยเปลี่ยนทำเลวคนใช้ชีวิตผิดทางมากลับตัวกลับใจ เปลี่ยนแปลงชีวิตตัวเองไปสู่สิ่งที่ดีกว่าได้ สร้างทรัพยากรบุคคลชั้นดีเข้าสู้สังคมกระแสหลัก จำนวนอาจจะไม่มากนัก แต่คุณภาพก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าองค์กรไหน สิ่งที่ตีค่าไม่ได้เหล่านี้ที่ชมรมเราสร้างขึ้นมามันก็พินาศไปด้วย สิ่งเหล่านี้นี่แหละที่ทำไมคน “นอกสถาบัน” แห่งนี้ต่างล้วนชื่นชมพวกเรา แล้วพวกนั้นที่มาตัดสินเราเขาเคยรับรู้บ้างไหม

สายตา – อืม…กูเข้าใจนะ ยังไง ๆ กูก็ยังเป็นกำลังใจให้มึง ถูกผิดบางทีกูก็ไม่รู้หรอก แต่กูก็ใจหายนะที่ได้ยินข่าวนี้ แล้วถ้ามันยุบจริงมึงจะทำยังไงว่ะ

สายใจ – สู้สิว่ะ สู้กับความไม่ยุติธรรม ความงี่เง่า ของสังคมนี้ นักสู้จริง ๆ เขาไม่ยอมแพ้กันง่าย ๆ หรอก

สายตา – อืม…มีอะไรให้ช่วยก็บอกนะ

สายใจ – มีสิ…ตอนนี้ไปเลี้ยงเหล้ากูหน่อยไป กูมีแผนรองรับสถานการณ์นี่แล้ว เดี๋ยวเล่าให้ฟัง…

เด็กน้อยเดินออกจากสถาบัน…ผ่านตึกสูงใหญ่สวยงามด้วยใจสับสนเช่นเดิม ความสวยงามของสถานที่ที่สร้างขึ้นด้วยเงินมหาศาล เงินที่ได้มาจากค่าเทอมเด็ก ๆ เงินที่ได้มาจากภาษีอากรของประชาชน เงินที่ใช้จ้างครู จ้างเจ้าหน้าที่ต่าง ๆ มาทำงานที่นี่ งานที่ต้องสอนคน….สอนคนเป็นคน

ยิ่งคิดเด็กน้อยก็ยิ่งสับสน….สถาบันนี้จะสร้างบัณฑิตแบบไหนกันหนอ…

ขอผีห่าซานตาจงคุ้มครองประเทศไทยด้วยเถอะ

อรรณพ นิพิทเมธาวี
12 ตุลาคม 2547

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *