ชีวิตกับการเรียนรู้ ของ มงคล พรพัฒนาธนกุล (หมง)

ผมเจอ ‘หมง’ ครั้งแรกที่ค่ายกำแพงเพชร นั้นเมื่อ 8-9 ปีที่แล้ว นักศึกษาหนุ่มที่ชอบใส่เสื้อฟุตบอล ใส่รองเท้าผ้านันยาง เนื้อตัวเต็มไปด้วยพลาสเตอร์ปิดแผล เดินไปมาในค่ายฯ หยิบจับ ส่งของทุกอย่างตามคำสั่งของรุ่นพี่ ไม่ทำงานหนักเพราะเท้าเจ็บ – แต่การพูดจาที่ฉะฉาน มีการอ้างเหตุผลประกอบ มีหลักการ ซึ่งหาตัวจับได้ยากคนหนึ่ง ทำให้พี่ๆ ทุกคน ไว้ใจและมอบหมายตำแหน่ง “ประธานค่ายฯ” ให้เขาโดยมิได้คลืบแคลง ผมมาสนิทกับเขาตอนค่าย 3 กาฬสินธิ์ ทุกวัน เย็นๆ หลังเริ่มงาน เรา 2 คน จะขับมอเตอร์เข้าไปในหมู่บ้าน เพื่อซื้อของกินกลับมาให้พี่น้องเราที่ค่ายฯ แต่ก็จะโดนชาวบ้านเรียกไปนั่งคุย เลี้ยงข้าว เลี้ยงเหล้า ประจำ จนหมู่บ้านทั้งหมู่บ้านไม่มีใครไม่รู้จักเรา 2 คน

ยังมีแง่มุมชีวิตของ หมง อีกหลายมุม ที่เรายังไม่เคยรู้…ลองติดตามดูครับ

อรรณพ นิพิทเมธาวี : ชื่อ-นามสกุล
หมง : มงคล พรพัฒนาธนกุล

อรรณพ นิพิทเมธาวี : ชื่อเล่น
หมง : เอก

อรรณพ นิพิทเมธาวี : ชื่อ เอก แล้วทำไมคนถึงเรียก หมง
หมง : เพราะว่า ชื่อจริงชื่อ มงคล

อรรณพ นิพิทเมธาวี : ยังไง…
หมง : ก็สมัย ป.4 ป.5 ตอนนั้นมีผู้สมัคร ผู้ว่า ก.ท.ม ชื่อ มงคล สิมโรจน์ ฉายา บิ๊กหมง

อรรณพ นิพิทเมธาวี : แล้วชื่อ เอก นี่…ที่บ้านเรียก
หมง : ตอนนี้เหลือแต่ พ่อแม่พี่น้อง เรียก คนอื่นเรียก หมง หมดแล้ว

อรรณพ นิพิทเมธาวี : ชีวิตในวัยเด็กเป็นอย่างไงบ้าง
หมง : ก็เรียบง่าย สบายๆ ไม่ดิ้นรนแต่ก็ไม่ลำบาก

อรรณพ นิพิทเมธาวี : เรียนอนุบาล…โรงเรียนอะไร
หมง : โห… จำไม่ได้แล้ว รู้สึกโรงเรียนแถวบ้านเป็นโรงเรียนภาษาจีน

อรรณพ นิพิทเมธาวี : เป็นครอบครัวเป็นคนจีน
หมง : อืม…พ่อผมเกิดที่เมืองไทย

อรรณพ นิพิทเมธาวี :
ตอนประถมล่ะ
หมง : เรียนประถมที่โรงเรียนแถวบ้านชื่อ…. ประเสริฐธรรม หรืออะไรสักอย่าง โรงเรียนเล็กๆ เรียนถึง ป.6 แล้วไปเข้ากรุงเทพคริสเตียน

อรรณพ นิพิทเมธาวี : เห็นว่าเป็นลูกคนกลางด้วย
หมง : ใช่ มีพี่ชายหนึ่งคน แล้วก็น้องสาวหนึ่งคน

อรรณพ นิพิทเมธาวี : ตามทฤษฎีลูกชายคนกลางก็จะเป็นคนที่ครอบครัวคนจีนไม่ค่อยให้ความสนใจ…จริงไหม
หมง : จริง

อรรณพ นิพิทเมธาวี : ยังไง
หมง : คือ มีอะไรก็จะต้องลูกคนโตได้ก่อน…ทุกอย่าง

อรรณพ นิพิทเมธาวี : แล้วเราไม่ได้รู้สึกน้อยใจอะไรเหรอ
หมง : ไม่…เด็กๆ รู้สึกนะ แต่ว่าพอโตขึ้นเรื่อยๆ ก็ไม่รู้สึก เพราะว่า…ด้วยตัวของตัวเองผมไปได้ดีกว่า คือเรื่องการเรียนเรื่องอะไรทุกอย่างผมดีกว่าหมด ถึงแม้เขาไม่ช่วยผม…ผมก็ไปได้ไม่ลำบาก ผมเอาตัวรอดได้ตลอด

อรรณพ นิพิทเมธาวี : แต่ก็่น้อยใจอยู่
หมง : ลึกๆ ตอนเด็กๆ รู้สึกไม่พอใจ

อรรณพ นิพิทเมธาวี : แล้วเรียนมัธยมต้น มัธยมปลายที่ไหน
หมง : กรุงเทพคริสเตียน

อรรณพ นิพิทเมธาวี : กรุงเทพคริสเตียน…เป็นโรงเรียนชนชั้นกลาง…ชื่อดัง
หมง : ชนชั้นกลางเกรดต้นๆ ของประเทศไทย

อรรณพ นิพิทเมธาวี : รู้สึกว่าตัวเองได้เปรียบกว่าเด็กคนอื่นไหม
หมง :
ถ้าเกิดถามตอนนี้รู้สึก แต่ว่าถ้าถามตอนที่เรียนไม่รู้สึกอะไร

อรรณพ นิพิทเมธาวี : แล้วทำไมถึงเข้าได้ โรงเรียนนี้ สอนได้หรือ?
หมง : พ่อรู้จักกับ ผอ. ฝากเข้าไปเรียน

อรรณพ นิพิทเมธาวี : เด็กฝาก?
หมง : เด็กฝากเต็มๆ ตัว

อรรณพ นิพิทเมธาวี : ทั้งสามพี่น้องเรียนที่เดียวกัน
หมง : ไม่น้องสาวผมเรียน อัสสัมฯ คอนแวน

อรรณพ นิพิทเมธาวี : แล้วก็จบมัธยมปลาย….ได้เอ็นทรานไหม
หมง : เอ็น ไม่ติด

อรรณพ นิพิทเมธาวี : เป็นคนเรียนเก่งไหม
หมง : ตอนเรียนจริงๆ ….ผมเรียนสายศิลป์ ถ้าเรียนสายศิลป์ ผมว่าเรียนเก่ง

อรรณพ นิพิทเมธาวี : เกรดเฉลี่ย
หมง : จำไม่ได้ แต่จำได้ว่าห้องมี 50 คน อยู่ไม่เกินที่ 7

อรรณพ นิพิทเมธาวี : ก็แสดงว่าเรียนเก่ง
หมง : พื้นฐานเด็กมัธยมส่วนใหญ่เขาไม่เอาภาษาอังกฤษกัน คือหมายความว่าเด็กเก่งๆ จะอยู่สายวิทย์หมด สายศิลป์พื้นฐานแวดล้อมมันไม่ได้แข่งขันรุนแรง เพราะฉะนั้นเราแค่เรียน ไม่เกเร เราก็สบายๆอยู่แล้ว ถามว่าเก่งไหม จริงๆ ไม่น่าเก่ง น่าจะกลางๆ มากกว่า

อรรณพ นิพิทเมธาวี : แต่ว่าเอนไม่ติด
หมง : เอนไม่ติด

อรรณพ นิพิทเมธาวี : คิดยังไงกับการสอบเข้ามหา’ลัย โดยใช้วิธีการสอบเอนทราน
หมง : ณ ตอนที่เอนไม่ติด ผมรู้สึกว่า…..ตัวเองกลับไม่รู้สึกเท่าไหร่…แต่มันมีคำถามเพราะว่ามีเพื่อนคนหนึ่งที่เรียนสายศิลป์ด้วยกัน เป็นเบอร์ 1 ของห้อง 3 ปี ม.4 ม.5 ม.6 เรียนเก่งมาก นักเรียนเรียนดีของสายศิลปเลยนะ์ และก็เป็นคนไม่เคยเรียนพิเศษอะไร และปรากฏว่าไปสอบเอนไม่ติด ด้วยเหตุผลที่เจ้าตัวบอกคือ ทำวิชาเลขไม่ได้เลย เพราะโจทย์เลขนี่….ผมรู้สึกว่าโจทย์เลขของเอ็นทรานมันเกินกว่าที่เด็กมัธยมเรียนจริงๆ มันต้องมีการเรียนพิเศษเพื่อเพิ่มส่วนเกินขึ้นมาเยอะ แล้วเพื่อนผมคนนี้ก็เอนไม่ติด แต่ความที่จบ ม.ปลาย ด้วยเกรดเฉลี่ย 3.9 ก็เลยได้โควต้าเรียนทุนของ ม.กรุงเทพ คณะบริหาร เรียนจบสามปีครึ่ง ด้วยเกรดเฉลี่ย 4.00 และตั้งแต่สอบเอนไม่ติดก็หายตัวไป ไม่มีใครเจอเขาอีกแล้วในเด็กกรุงเทพคริสเตียนด้วยกัน มันทำให้ผมมีคำถามกับระบบเอ็นทราน… ผมเห็นด้วยกับการสอบ ที่เหมือนกับว่าทุกคนมาเริ่มจุด Start พร้อมกันหมด แล้วเข้าไปสอบด้วยข้อสอบชุดเดียวกัน เพื่อวัดว่าใครจะได้หรือใครจะไม่ได้ แต่ว่ามันเป็นคำถามมากกว่า….ถ้าเป็นอย่างนั้นเนี้ย อะไรทำให้ระบบการเรียนนอกหลักสูตรเกิดขึ้นเยอะ แล้วก็เหมือนเป็นสิ่งที่ต้องทำ แล้วอย่างนี้เราจะมีการเรียนในหลักสูตรไปทำไม? ในเมื่อคนที่เรียนในหลักสูตรเข้าใจทุกอย่าง….ก็เอ็นไม่ติด

ค่ายแรกของเขา – ค่ายฯ 2 ณ กำแพงเพชร (พฤษภาคม 2539)

อรรณพ นิพิทเมธาวี : แล้วปัจจุบันนี้ละ…..กระบวนการเปลี่ยนไปพอสมควร มีสอบวัดผล มีการใช้คะแนน ….ถ้าคุณมีลูก…คุณจะบอกลูกคุณยังไง ถ้าลูกคุณมาขอคำปรึกษาเรื่องการเลือกคณะ เรื่องการสอบเข้าเอ็นทราน
หมง : ส่วนตัวตอนนี้…..มีเพื่อนหลายคนที่ออกไปตอน ม.3 ม.4 แล้วก็ไปเรียนอเมริกา ตอนออกไปก็เรียนไม่เก่ง พอไปเรียนไฮสกูลที่อเมริกา เขาบอกว่าในห้องนี่ วิชาเลขเขาได้ท๊อป เขาบอก….ฝรั่งไม่รู้เรืองเลขเลย ถ้าเอาเด็กไทยที่เรียนกลางๆ ไปเรียนที่อเมริกาก็เก่งหมดทุกคน แต่ว่า…เขาบอกอย่างนี้ “ถ้าเอาด้านวิชาการมาจับ เขาสู้เราไม่ได้ แต่ถ้าเรียนจบมหาลัยเขาดีกว่าเรา” ผมว่าระบบของที่โน้น เขาพยายามสอนเรื่องของการคิดของคนเยอะ ผมว่าของเรา…เก่งไม่เก่งอาศัยการท่องจำซะเป็นส่วนใหญ่ โดยที่ไม่ต้องพูดถึงความเข้าใจ จะมีหรือไม่มีก็แล้วแต่ แต่คุณต้องท่องจำ

ถ้าเกิดถามตอนนี้ว่าระบบการเข้ามหา’ลัย ควรเป็นอย่างไร ผมมองว่า…ผมไม่ซีเรียสนะ จริงๆ แล้วปัญหาน่าจะเกิดปัญหาจากค่านิยมมากกว่า คือ ถ้าเป็นเหมือนอเมริกาเขาจะเปิด Open เลยนะ อเมริกาแทบจะใช้ GPA เกือบทั้งหมด การสอบนี่น้อยมาก นอกจากที่ไหนโควต้าเต็มจึงใช้การสอบ เขาเปิดโอกาสให้คนของเขามากที่สุดไง เพราะฉะนั้นผมเลยรู้สึกว่า…ถ้าที่เป็นอยู่ ถ้าไม่พูดถึงเรื่องตัวผู้ปกครองเองติดเรื่องสถาบันเรื่องอะไร คือเรียนอะไรก็ได้ที่คุณอยากเรียนจริงๆ ที่ไหนก็ได้…

อรรณพ นิพิทเมธาวี : ที่ไหนก็ได้…แม้ว่า….ระบบการเรียนการสอนจะไม่ได้สอนให้เด็กไทยคิด ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด…
หมง : ไม่…ในอีกแง่หนึ่งผมมองว่า นั้นคือผมกำลังตั้งคำถามกับช่วงมัธยม ยังไม่ได้พูดถึงว่ามหา’ลัยเป็นอย่างไรต่อไป ถ้ามัธยม….การเข้าสู่มหา’ลัย อย่างตอนนี้ มันมีสถาบันให้เลือกมากขึ้น ไม่ติดจุฬา-ธรรมศาสตร์ คุณก็มี choice อื่น เพียงแต่ว่า จริงๆ ในเบื้องลึกมันก็รู้กันอยู่มาตราฐานมันไม่เท่ากันหมด แต่ในระดับๆ หนึ่งผมว่ามันไม่ปิดโอกาส ถ้าเทียบกับสมัยก่อน โอกาสมันตัดเลยไง มีสถาบันระดับอุดมศึกษาให้เลือกมีอยู่ไม่ถึง 20 ที่ ผมรู้สึกว่ามันดีขึ้น แต่เรื่องสอนให้คิดหรือไม่คิดนี่….ผมมองว่าปัญหานี้มันอีกประเด็นหนึ่งละ เมื่อกี้เราพูดถึงการเข้าสู่ระดับอุดมศึกษา

อรรณพ นิพิทเมธาวี : แล้วจับพลัดจับผลูยังไงมาเข้า ABAC ได้
หมง : ก็ ABAC เขาจะสอบเข้าก่อน…ก่อนเข้ามหา’ลัย ก็ไปสอบตามธรรมเนียมปฎิบัติ ปีนั้นปี 36 เข้าใจว่าปีนั้น เพราะผมเรียนรหัส 361 มันเหมือนเป็นขั้นตอน…ก่อนสอบเอ็นทรานไปสอบ ABAC ไว้ก่อน

อรรณพ นิพิทเมธาวี : อยากเรียน ABAC มาก่อนไหม
หมง : ไม่เคยคิดเลย

อรรณพ นิพิทเมธาวี : แล้วมาสอบทำไม
หมง : อย่างที่บอก มันเป็นแฟชั่น…มันเหมือนขั้นตอน เมื่อก่อนมี choice ให้เลือกไม่กี่ที่ ถ้าไม่ ABAC ก็เอน ถ้าหลุดจาก ABAC หรือเอ็น ก็ไปสอบเอกชน หลุดจากเอกชนก็ไปเรียนราม

อรรณพ นิพิทเมธาวี : เหมือนเราสร้างทางเลือกให้ตัวเอง
หมง : ตอนนั้นไม่รู้สึกว่าตัวเองสร้างทางเลือก ตอนนั้นไปตามเพื่อน เขามารับสมัครที่โรงเรียน แล้วก็มาสอบ สอบก็มากันทั้งห้องยกโขยงกันมา แล้วก็จำได้ว่า ABAC มันประกาศผลสอบก่อน ถ้าจำไม่ผิด เออ….ห้องผมมี 60 คน สอบติด ABAC 48 คน ยกโขยงมากันมาเลย เป็นประวัติศาสตร์ของโรงเรียนเลย สมัยก่อนสายศิลป์ที่โรงเรียนจะมีคล้ายๆ เป็นโควต้า เอนทรานไม่เกิน 5 คน ABAC ไม่เกิน 5 คน ที่เหลือเอกชน ส่วนตัวผมรู้สึกว่าอุ่นใจระดับหนึ่งแหละ ว่ายังไงมีที่เรียนแล้ว แต่ก็ไม่ตั้งใจเรียน ABAC อยากเอ็นติดมากกว่า

อรรณพ นิพิทเมธาวี : แล้วชีวิตเปลี่ยนไปบ้างไหม หลังจากเข้ามหา’ลัย
หมง : ไม่เปลี่ยน…ไม่เปลี่ยนเลย เพราะว่าอย่างที่บอก เพื่อน 48 คน เอ็นติด 20 คน เหลืออีก 28 คนเรียน ABAC ด้วยกัน

อรรณพ นิพิทเมธาวี : ก็ยังเป็นสังคมเดิมๆ
หมง : อืม….คืออยู่กลุ่มเพื่อนเดิมเลย ทำตัวเหมือนอยู่มัธยม คือเป็นก๊วน ในห้อง Section หนึ่ง เราล่อไปเกือบครึ่งห้องแล้ว เพราะช่วงปีหนึ่งยังไม่ได้แยกคณะกันเท่าไร แล้วเพื่อนผมส่วนใหญ่ก็อยู่ BBA (บริหารธุรกิจ) หมด ความรู้สึกผมตอนเรียน ABAC 2 ปีแรกนี่ เหมือนกับเรียนมัธยมเลย เพื่อนกลุ่มเดิมเปลี่ยนที่เรียนเฉยๆ วิธีการเรียนก็เหมือนเดิม ผมรู้สึกว่าวิธีการเรียนของ ABAC มันเหมือนมัธยม ต้องมานั่งเช็คชื่อ ต้องมาบอกจดเล็คเชอร์ ไม่ต่างกับมัธยม Process การเรียนไม่ต่างกัน

อรรณพ นิพิทเมธาวี : แล้วเลือกคณะอะไรตอนสอบ
หมง : ตอนสอบเลือกบริหาร

อรรณพ นิพิทเมธาวี : เหตุผล
หมง : ไม่มี ก็ตอนนั้น ABAC เขาดังด้านบริหาร

อรรณพ นิพิทเมธาวี : เด็กๆ มีความคิดไหมว่า โตขึ้นอยากเป็นอะไร อยากทำอาชีพอะไร
หมง : จริงๆ ตอนเด็กๆ อยากเรียนนิติศาสตร์

อรรณพ นิพิทเมธาวี : นิติศาสตร์ ??!! ทำไม…
หมง : เอนทรานก็เลือกนิติศาสตร์กับเศรษฐกิจศาสตร์ 2 คณะ ผมมีญาติเป็นทนายความ และก็เด็กๆ เราสนิทกัน เขาบอกว่าบุคลิกของเราหลายๆ อย่าง เราน่าจะเป็นทางทนายความ การพูดจาหรือว่าการกล้าแสดงออก การพูดคุยอะไรงี้…

อรรณพ นิพิทเมธาวี : แต่ก็มาเลือก BBA เพราะตามเพื่อน
หมง : ตอนนั้น ABAC มันดัง BBA คณะเดียว ABAC เมื่อก่อนดังบริหารธุรกิจอย่างเดียว ตอนที่ผมเข้าคณะนิติศาสตร์เพิ่งเปิดปีแรก หลายๆ คณะเพิ่งเปิดปีแรก

อรรณพ นิพิทเมธาวี : แสดงว่าก็พูดได้ว่า เหมือนจำใจเรียนเหมือนกัน
หมง : ตอนนั้น จริงๆ ที่เรียน….เรียนเพื่อรอกะว่าอีก 1 ปีจะไปเอ็นใหม่

อรรณพ นิพิทเมธาวี : แล้วผลเป็นอย่างไร
หมง : ก็ไปเอนใหม่…. คือจริงๆ ต้องบอกว่า….ผมเอ็นตั้งแต่ ม.5 , ม.6 แล้วก็อีกปีหนึ่ง พอเราจะกลับมาเอ็นใหม่การเตรียมตัวมันไม่เหมือนเดิมละ ความสบายในการเรียนมหา’ลัย เรียนปีแรกมันไม่หนักมาก เราก็สบายๆ เราก็เฮฮากับเพื่อน ก็เลยไม่ตั้งใจ ไม่ได้เตรียมตัว ไม่ได้อะไรเลย ไปสอบโดยที่ไม่ได้เตรียมอะไรเลย ผลก็คือไม่ติด ก็เลยต้องเรียน ABAC ต่อ

อรรณพ นิพิทเมธาวี : ฟังๆ ดูชีวิตวัยรุ่น วัยเด็กๆ ไม่มีอะไรยึดเหนียวเหมือนกัน คือก็ไหลไปตามกระแสเหมือนกัน…ตามเพื่อน
หมง : ใช่ๆ…พูดอย่างนั้นก็ได้ ผมก็ไม่ได้มีหลักอะไร ทำอะไรก็ทำ เพียงแต่ว่าผมรู้สึกว่าถ้าเกิดผมทำอะไรผมพยายามทำให้มันเต็มที่เท่านั้นเอง อย่างเรียนก็เรียนๆ ไป แต่พอเรียนก็อยากจะเรียนให้มันดี

ค่ายฯ 3 ณ กาฬสินธุ์ (ตุลาคม 2539)

อรรณพ นิพิทเมธาวี : แล้วจุดแรกของการเข้ามาทำค่ายฯ ในชมรม มาร่วมชมรมค่ายฯ มาจากตรงไหน
หมง : จำได้ว่าตอนนั้นเรียน Summer ของปี 3 เรียน Summerเสร็จ สอบเสร็จ ช่วงที่เรียน Summer ผมเริ่มแยกจากกลุ่มเพื่อนที่เป็นเด็กคริสเตียนด้วยกันแล้ว เพราะว่าผมเลือกเมเจอร์บัญชี อย่างพวกเพื่อนๆ ผมเลือก การตลาด แล้วก็พวกคอมพิวเตอร์อะไรประมาณนี้ ผมฉีกมาเรียนบัญชี กลุ่มเพื่อนก็เปลี่ยนมาอีกกลุ่ม ก็เลยเหมือนกลุ่มก็แยกกันออกมา ผมก็ยังเรียนไปเรื่อยๆ พอดีช่วง Summer เสร็จมันก็มีเวลาเหลือแค่ 10 กว่าวัน ก่อนเปิดเทอมใหม่ พอดีในกลุ่มเพื่อนที่สนิทกันก็ทะเลาะกันเอง เหมือนกับหาทางออกไม่ได้ คุยกันไม่เข้าใจ พยายามนัดกันเคลียร์หลายครั้ง เพื่อนในกลุ่มก็ช่วยกันเคลียร์ มันก็ไม่จบ

อรรณพ นิพิทเมธาวี : เราเป็นคู่กรณี??
หมง : ผมเป็นตัวต้นเหตุ แต่เป็นโดยความไม่ตั้งใจอะ คือเหมือนการเข้าใจผิดกัน แล้วก็…คือจริงๆ ผมคิดว่าไม่ใช่ประเด็นนะ แต่เพื่อนผมบอกว่า ‘เฮ้ย..มึงผิด ผิดมาก’ พวกเพื่อนๆ ในกลุ่มก็พยายามช่วยกันเคลียร์ แต่มันก็ไม่ยอมฟัง ก็เลยเซ็ง ผมเซ็งมาก สอบเสร็จ …ด้วยความที่กลุ่มเล็กมาก อยู่ไปเนี้ยก็ไม่รู้จะทำยังไง อึดอัด ก็พอดีเจอ ‘ไอ้ต้น’ ก็ถาม ‘เฮ้ย…ทำอะไรดีว่ะนี่ เซ็งๆ ว่ะ’

อรรณพ นิพิทเมธาวี : ‘ต้น’ นี่…เป็นเพื่อนที่โรงเรียนเก่า
หมง : ‘ต้น’ เป็นรุ่นน้องผม ต้นมันเด็กกว่าผมปีหนึ่งที่กรุงเทพคริสเตียน แต่ว่าตอนที่เรียนกรุงเทพคริสเตียนเราไม่รู้จักกัน ต้นมันสอบเทียบ ตอน ม.5 มันสอบเข้า ABAC ได้ มันก็เข้าเรียน ABAC เลย มันไม่รอจบ ม.6 มันก็เลยเรียนรุ่นเดียวกับผม….. ต้นมันจะไปออกค่ายอยู่แล้ว นัดกับ ‘ช้าง’ไว้ที่เป็นเพื่อนที่ฟิตเนสด้วยกัน ซึ่งผมก็จำไม่ได้ว่าไอ้ช้างเคยชวนผมรึเปล่า คือไม่คุ้นอะ…ไม่คุ้นกับคำนี้เท่าไร กับ ‘ค่ายอาสา’ ไปตอนนั้นอารมณ์ คิดง่ายๆ ต้นบอกก็ไปเปลี่ยนบรรยากาศละกันว่ะ

อรรณพ นิพิทเมธาวี : ถามย้อนนิดหนึ่ง อยู่ ABAC มา 3 ปี ไม่คิดจะทำกิจกรรมอะไรบ้างหรือ..
หมง : ไม่คิด

อรรณพ นิพิทเมธาวี : รู้จักชมรมค่ายฯ มาก่อนไหม
หมง : ไม่รู้จัก

อรรณพ นิพิทเมธาวี : ทำไมถึงไม่ทำ มันไม่มีประโยชน์ หรือยังไง??
หมง : ส่วนหนึ่งผมมองว่าโดยระบบของ ABAC มันไม่ได้เอื้อ คำว่าไม่ได้เอื้อ….คืออย่างสมมติเราเข้ามหา’ลัยอื่น เขาจะเรื่องของน้องกลุ่ม น้องคณะ น้องอะไรต่างๆ เขาจะมีขบวนการในการสร้างการสัมพันธ์ การทำความรู้จักกันกับเพื่อนใหม่ๆ แต่ ABAC มันอารมณ์มันเหมือนกับต่างคนต่างอยู่…ในระดับหนึ่ง ถึงแม้ ABAC จะมีชมรมมาเพื่อรองรับ Function การทำงานตรงนี้ เพราะว่า ABAC ไม่มีเรื่องของคณะ เรื่องของกลุ่มคณะอะไร อย่าง BBA นี้ชัดเจนเพราะคณะมันใหญ่มาก คนเป็นร้อยมันก็ควบคุมไม่ได้ ที่นี่…อย่างที่ผมบอกตอนที่ผมเข้ามา ผมมีเพื่อนตอนมัธยม 20 กว่าคน ทำให้ตอนนั้นผมไม่รู้จักเพื่อนใหม่เลย รู้จักเพื่อนใหม่น้อยมาก ไม่ถึง 10 ส่วนใหญ่เพื่อนใหม่จะมาจากการเป็นเพื่อนของเพื่อนแล้วมาเจอกันหรืออะไรมากกว่า ผมรู้สึกว่าสังคมตรงนั้น แค่นั้นผมอยู่ได้แล้ว ผมก็เลยไม่ได้เข้าไปหา….เรื่องของชมรม ตอนนั้นสมัย 3 ปีแรกก็เรียนอย่างเดียว เรียนหนังสือเสร็จ ก็ไป ซีคอน ดูหนัง กลับบ้าน ชีวิตมีอยู่สามสี่ที่

อรรณพ นิพิทเมธาวี : ย้อนกลับมาที่การเข้าชมรมค่าย ถึงตอนที่….จำไม่ได้ว่า ‘ช้าง’ ชวนรึเปล่า
หมง : ผมจำได้ว่าช้างไม่ได้ชวนผม เพราะว่าผมเล่นฟิตเนสที่ ABAC ถ้าจำไม่ผิดน่าจะประมาณปี 2 คือเล่นมา 2 ปี แต่ว่าผมรู้จักเพื่อนในห้องฟิตเนสน้อยมาก คือพื้นฐานผมเป็นคนที่ถ้าไม่มีใครมายุ่งกับผมก่อน ผมก็จะไม่ยุ่งก็ใคร เพราะฉนั้นผมไปเล่นฟิตเนสผมก็อยู่ของผมคนเดียว แต่ไอ้ต้น…บุคลิกค่อนข้างจะ Friendly ค่อนข้างจะเปิดกับคนอื่นเยอะ รู้จักเพื่อนใหม่ๆ เยอะ เพราะฉนั้น…ถามว่าช้างหน้าตาเป็นไง…ก็ยังไม่รู้ ตอนที่มันบอกช้างมาชวนๆ นี่ ต้องมาเจอมันตอนขึ้นรถไปค่าย ไอ้นี้เด็กในห้องเวทนี่หว่า ตอนนั้นผมไม่เคยยุ่งกับใคร ไม่เคยคุยกับใคร ผมไม่คิดว่าเขาเคยชวนผม หรืออาจจะเคยแล้วผมจำไม่ได้…ก็อาจจะเป็นไปได้

อรรณพ นิพิทเมธาวี : แต่ก็ตัดสินใจมา
หมง : ใช่

อรรณพ นิพิทเมธาวี : ด้วยปัญหาส่วนตัวด้วย การออกค่ายตอนนั้นก็คือ การทำชีวิตไม่ให้ว่างเข้าไว้
หมง : คล้ายๆ หนีไปตั้งหลัก ที่อื่นซักพักหนึ่งแล้วก็กลับมา

อรรณพ นิพิทเมธาวี : แล้วเกิดอะไรขึ้นในค่ายนั้น ค่ายแรกที่ไหน
หมง : กำแพงเพชร จำได้ว่าช่วงแรก ไปถึงรู้จักไอ้ต้นคนเดียว คนอื่นคือใหม่หมดเพราะรู้จักมันคนเดียวจริงๆ ไอ้ช้างก็อย่างที่บอกไม่รู้จักมาก่อน ไปถึงก็ยังเกาะกลุ่มกันเองอยู่เพราะว่าเป็นเพื่อนกันมาก่อน สักพอ 2-3 วันก็จะเริ่มหลุดออกไปเพราะว่า ต้น เป็นที่ป๊อปปูล่ามากในหมู่สาวๆ มันก็จะหายเข้ากลีบเมฆเข้าไปในกลุ่มผู้หญิงหรืออะไรตรงนั้นไป ผมก็ทำงานตามหน้าที่ไปเรื่อยๆ ไม่คิดอะไร สั่งอะไรมาก็ทำ หลายๆ อย่างก็รู้สึกแปลกใหม่ แต่อย่างที่บอกว่าส่วนตัวเราไปเพราะเรามีปัญหาอยู่ เราก็เคยแบบ….บางทีเราไม่ได้คิดอะไรเลย ให้ทำอะไรก็ทำ ทำให้มันหมดๆ ไปแต่ละวัน บรรยากาศช่วงออกค่ายแรกๆ ก็จะเป็นอย่างนั้น ชอบทำอะไรสบายๆ งานพื้นฐานๆ อะไรก็ทำหมด สั่งอะไรมาก็ทำหมด

อรรณพ นิพิทเมธาวี : แล้วอะไรคือจุดเปลี่ยน สิ่งที่ดีในค่ายฯ ที่เราเรียนรู้ในค่ายคืออะไร สิบกว่าวันที่ไป
หมง : ผมไม่แน่ใจว่าจุดเริ่มต้นมันอยู่ที่วันไหน ถ้ากลับมาถามตอนนี้ ก็ยังหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้เหมือนกัน ผมว่ามันน่าจะเกิดจากการสั่งสมหลายๆ อย่างประกอบกัน คือว่า พออยู่ในค่าย…ต้องยอมรับว่าเป็นโอกาสเหมือนกัน คือพอต้นหลุดออกไป ผมก็ไม่ได้ซี้กับใครเลย นั้นหมายความว่าผมก็ต้องเปิดตัวเอง เพราะการอยู่ที่ตรงนั้น ผมอยู่คนเดียวไม่ได้ เพราะในสภาพที่มันจำกัด นิยามได้ว่าลำบากได้….ในตอนนั้น ถ้าถามตอนนี้คงอีกแบบหนึ่งแล้ว แต่ในความรู้สึกของคนที่ไม่เคยต้องไปทำอะไรแบบนั้นมันลำบาก มันเกิดสภาวะที่ว่า เราต้องพึ่งพาคนอื่นเยอะ เราจะอยู่ตัวคนเดียวเฉยๆ เหมือนเมื่อก่อนไม่ได้ละ ซึ่งพอเกิดภาวะตรงนั้นขึ้นมาก็มีรุ่นพี่หรือว่ากรรมการค่ายฯ หลายๆ คนเข้ามาช่วยเรา อย่าง ‘พี่เสก’ โดยบุคลิกเขาอย่างที่รู้ๆ เขาเป็นคนเข้าหาน้องใหม่ๆ อยู่แล้ว เขาก็จะเข้ามา ตอนนั้นอยู่ในค่ายจะสนิทกับช้าง ก็จะมีช้างกับพี่เสก 2 คนที่ผมสนิท แต่ก็การพูดคุยในค่ายฯ ก็ไม่ได้เป็นเรื่องซีเรียสอะไร ความเป็นไปทั่วๆ ไป การพูดอะไรในเรื่องเชิงสังคมก็แทบจะไม่มี พอบรรยากาศในค่ายผ่านไปซักครึ่งค่าย มันก็เริ่มสนิทกันละ แต่ผมก็สนิทกับกลุ่มผู้ชาย มีไอ้เต๋า มีผม มีช้าง พี่เสก ต้น พื้นฐานก็รู้จักกันอยู่แล้ว ในค่ายตอนนั้นมันมีการแบ่งกลุ่มชัดเจนของชาย-หญิง ด้วยสัดส่วนของสมาชิก ด้วยอะไรหลายๆ อย่างเริ่มรู้จักกับพี่สมรักษ์ ก็ไม่ได้เรียกว่าสนิท เรียกว่ารู้จักกันมากขึ้น แต่ซี้จริงๆ ก็คงเป็นกลุ่มสมาชิกด้วยกันเอง

อรรณพ นิพิทเมธาวี : แสดงว่าค่ายแรกก็เป็นเรื่องของความประทับใจ เป็นเรื่องของมิตรภาพ
หมง : แทบจะล้วนๆ เหตุผลเดียวเลยคือ ความประทับใจ อย่างเดียว คือ…ความคิดหรืออะไร…ผมยังไม่มีเลย คือกลับมา…แค่ประทับใจ ในเรื่องของบรรยากาศ ในภาพรวมทั้งหมดของค่าย มันอธิบายเป็นคำพูดไม่ได้นะ แต่ว่า….ทุกอย่างมันมาประกอบกันลงตัว

อรรณพ นิพิทเมธาวี : กลับมาจากค่าย ก็ได้เป็นกรรมการค่ายฯ เป็นประธานด้วย
หมง : ช่วงท้ายๆ ค่ายมันก็เริ่มมีการพูดคุยกันละ พี่เสกเขาจะเริ่มมีการทาบทาม มีการพูดคุยในลักษณะที่ชวนมาทำค่ายต่อ ซึ่งตอนนั้นผมก็ปฏิเสธมาตลอด เพราะผมก็ยังชอบเรื่องเรียนของผมอยู่ เหมือนเมื่อก่อนชีวิตเรามีสัดส่วนอยู่ 3 อย่าง ถ้าจะมีอย่างที่ 4 เกิดขึ้น มันเป็นการเบียดเบียน 3 อย่างที่เหลือละ และด้วยความที่เราไม่รู้เป็นไง เราก็ไม่อยากจะเข้าไปเสี่ยงตรงนั้น

อรรณพ นิพิทเมธาวี : แล้วทำไมตัดสินใจทำ?
หมง : พอวันสุดท้ายที่ค่าย ที่กำลังจะกลับ บรรยากาศมีหลายอย่างในค่ายที่เกิดขึ้น ไม่ว่าตั้งแต่ตอนคืนเลี้ยงปิดค่าย หรือตอนเช้าที่วงเวียน ปราบเซียน ผมรู้สึกว่ามันเป็นกระบวนการที่ สำหรับผม…รู้สึกเจ๋งมาก ผมรู้สึกว่าเวลาแค่สิบวัน มันสามารถเปลี่ยน เปลี่ยนหลายๆ ทั้งตัวสมาชิก ทั้งตัวชาวบ้าน เปลี่ยนพื้นที่ทุกอย่าง การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในเวลาที่สั้นมาก ผมรู้สึกว่ามันเป็นกิจกรรมที่เจ๋งในระดับหนึ่ง พอผมกลับมาแล้ว เรารู้สึกว่า ถ้าเรามีโอกาสได้เป็นคนสร้างโอกาสอย่างนี้ให้กับคนอื่นบ้าง น่าจะเป็นอะไรที่ภูมิใจในตัวเองเหมือนกัน ด้วยตอนนั้นเราคิดว่าอยากลองทำ

อรรณพ นิพิทเมธาวี : แสดงว่า….มันก็เปลี่ยนตัวเราเหมือนกัน
หมง : ก็เปลี่ยนนะ แต่มันเป็นเรื่องของความรู้สึกเพียวๆ เลยมันอธิบายไม่ออกว่าจะอธิบายอย่างไร แต่รู้สึกว่ามันมีการเปลี่ยนแปลงบางอย่างเกิดขึ้นกับเรา

อรรณพ นิพิทเมธาวี : แล้วการตอยรับเป็นกรรมการค่ายฯ เป็นประธานกลุ่ม รู้สึกกดดันหรือแบกภาระอะไรหนักแค่ไหน
หมง : จริงๆ ตอนแรกยังไม่รู้สึกอะไรเท่าไร เพราะว่าความรู้สึกตอนนั้นก็คือ รุ่นพี่ กรรมการค่ายชุดก่อน ก็ยังอยู่ทั้งชุด ก็เหมือนกับเรา กึ่งๆ เป็นหัวโขนขึ้นไปอยู่ในตำแหน่ง เพื่อให้มีการเปลี่ยนแปลงกลุ่มคนที่เข้ามาทำงาน แต่ก็คิดในเรื่องของการปฏิบัติน่าจะยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงมากนัก และก็คิดว่าพวกรุ่นพี่คงไม่ได้หายไปไหน เขาคงอยู่ช่วยเราอยู่แล้ว ก็เลยไม่ได้กลัวมากนัก ตอนนั้น….จริงๆ มีสมาชิกตอบรับที่จะทำงานตอนนั้นมี 4 คน มีผม มีต้น มีปุ๊ก มีมล ตอนนั้นยังไม่เห็นอะไรกันเท่าไร แต่ละคนเมื่อโดนจับวางตำแหน่งอะไรทุกคนก็คือได้หมด คือภาพยังไม่ชัดเจนเท่าไร ผมเข้าใจว่าทุกคนคิดว่ารุ่นพี่ก็ยังอยู่ เราคงไม่มีปัญหาอะไร จะให้ทำอะไรก็ได้ ก็เลยไม่รู้สึกกดดันอะไรที่มาเป็นประธาน

อรรณพ นิพิทเมธาวี : แล้วกระบวนการเรียนรู้เรื่องสภาพสังคม วิธีคิดอะไรต่างเหล่านี้ ได้จากไหน…เมื่อไร
หมง : ผมมองว่าน่าจะมาจากหลายๆ ส่วน ในค่ายถึงแม้จะไม่เป็นขบวนการยัดเยียด หรือว่าอะไรที่เต็มรูปแบบมากนัก แต่ว่าจากเพลงที่ร้อง…. เบื้องต้นผมมองว่าในค่ายกำแพงเพชร มันเล่นเพลงเพื่อชีวิตเป็นหลัก อย่างที่บอกไม่เคยฟัง จากหลายๆ ครั้ง จากที่ไม่เคยฟัง เริ่มเก็บเป็นคำได้ เริ่มฟังความหมายของทั้งเพลงได้ และมีการเอามาคิดต่อ ซึ่งขบวนการตรงนั้น ต้องยอมรับว่ามีช่วยเหลือการเชื่อมโยงเรื่องราวจากทั้ง พี่เสก และ ช้าง ด้วย มันก็ทำให้เราเห็นภาพอะไรบางอย่างเหมือนกัน นั้นก็แค่การจุดประกาย กลับจากค่าย…จำได้ว่าทุกคนก็พยายามไปหาเพลงที่ร้องในค่ายมาฟัง

อรรณพ นิพิทเมธาวี : เป็นความชอบส่วนตัว
หมง : ผมว่ามันเป็นเหมือนเรายังประทับใจกับมันอยู่ และมีอะไรบางอย่างเป็นตัวแทนที่จะสื่อกลับไปหาตรงนั้นได้ เราก็พยายามไปหากลับมา แต่ในขณะเดียวกัน…การไขว่คว้าหาอะไรตรงนั้นในอีกแง่หนึ่งมันก็ได้เนื้อหากลับมาด้วย เพราะเนื้อหาของเพลงมันก็ชัดเจนอยู่ตรงนั้น แล้วก็ ประกอบกับ…ตอนนั้นจำได้ว่ากลับมาก็เริ่มต้นคุยกันเลย เตรียมตัวเสนอเรื่องเป็น ‘กลุ่ม’ เลยต้องเจอกัน ทุกวันเสาร์ก็ไปนั้นคุยกันที่บ้านเพื่อนคนหนึ่ง เพื่อที่จะคุยกันเรื่องการวางแผนทำงาน ว่าจะพรีเซ็นต์งานอย่างไร เอาข้อมูลอะไรต่างๆ มานั่งคุยกัน ว่าจะเอาอย่างไร ระหว่างนั้นกระบวนการเรียนรู้มันก็มีเยอะพอสมควร ในเรื่องของการอ่านหนังสือหรือว่าอะไร

อรรณพ นิพิทเมธาวี : แสดงว่ามาจากสื่อ เพลง หนังสือ มาจากการเรียนรู้จากตัวเอง…เสียเป็นส่วนใหญ่
หมง : ก็ใช่…

ค่ายฯ 17 ณ หนองคาย (ปี 2546)

อรรณพ นิพิทเมธาวี : ถึงวันนี้ ถ้ามองกลับไปที่ชมรมแล้วรู้สึกยังไง ถ้ามองย้อนจากวันนั้นถึงวันนี้ค่ายอายุจะ 10 ปีแล้ว รู้สึกอย่างไรกับมัน
หมง : ผมรู้สึกว่าหลายๆ อย่างหายไป หลายๆ ที่เป็นองค์ประกอบที่สำคัญ น่าจะมีอยู่ เป็นเอกลักษณ์ของเรา เช่น การอ่านหนังสือ ผมจำได้ว่าในยุคต้นๆ ช่วงนั้นที่ชัดเจนในกลุ่มผู้ชายที่เป็นสมาชิกชมรมหรือกรรมการ เช่นผม หรือ ต้น หรือ ช้าง หรือว่าอะไร เรามีการแลกเปลี่ยนเรื่องความคิดกันเยอะด้วยการอ่านหนังสือ ลักษณะที่ว่าซื้อหนังสือมาแล้วก็แนะนำกันเอง เรื่องนี้ดีนะ ซื้อมาอ่านหรือยัง เรื่องนี้กูว่าอย่างนี้นะ มานั่งคุยกัน การนั่งวิพากษ์กันตรงนั้นมันต่อยอดความคิดไปเยอะ ผมรู้สึกว่ามันได้อะไรจากตรงนั้นเยอะมาก แต่ปัจจุบันสิ่งเหล่านี้มันไม่มี จริงๆ มันไม่มีมาหลายปีแล้ว เท่าทีผมสังเกต ซึ่งน่าเสียดาย

อรรณพ นิพิทเมธาวี : อาจถูกเปลี่ยนรูปแบบไปเป็นอย่างอื่นรึเปล่า
หมง : ผมไม่แน่ใจนะ….ผมว่าสมัยนี้มีสื่อให้เราเข้ามาใช้งานเยอะ ความสะดวกความสบายมันเยอะขึ้น แต่ผมว่ายิ่งเยอะ มันเลยดูเหมือนเราตามไม่ทัน สื่อ Internet หรือข้อมูลต่างๆ เรื่องราวมันเยอะมาก ถึงจุดหนึ่งมันไม่มีเวลาให้เราไตร่ตรอง เราแค่รับรู้แล้วก็ปล่อย รู้แล้วก็ปล่อย แต่ถ้าอ่านหนังสือ คุณอ่านแล้วยังไงคุณก็กลับมาอ่านใหม่ได้ คุยกันแล้วคุณยังกลับมาอ่านได้ ผมไม่แน่ใจว่าเด็กน้องๆ เหล่านี้มันเป็นอย่างไรในเรื่องการอ่านหนังสือ เท่าที่พูดคุยกันดูเหมือนให้ความสนใจกันน้อย

อรรณพ นิพิทเมธาวี : ไหนๆ ก็พูดประโยคนี้ออกมาแล้ว…. ก็จะข้ามโทนคำถามไปอีกหน่อย… มองเด็กรุ่นใหม่ยังไง รุ่นใหม่ในการทำค่ายในออกค่าย ในการทำค่ายนี้ ค่าย ABAC เดี๋ยวนี้เขาเป็นยังไง
หมง : ผมรู้สึกว่าหลายๆ คนก็มีความตั้งใจ บางคนมีความใฝ่รู้ มีพื้นฐานที่เรียกร้องเรื่องราวแบบนี้อยู่ ฉนั้นการทำค่ายเป็นโอกาส โอกาสในการได้นำความคิดนั้นออกมาใช้ แต่ว่าเช่นเดียวกัน…แต่ผมไม่ใช่คนแบบนั้นไง ผมเป็นประเภทที่สองที่กำลังจะพูดถึง ก็คือว่าเริ่มต้นไม่มีอะไรเลย มาจากความประทับใจล้วนๆ อาศัยการปรับปรุง พัฒนาการขึ้นมาเองอีกขั้นนึงทีหลัง ซึ่งผมมองว่าโดยบรรยากาศของกิจกรรมแบบนี้ผมว่าคนในประเภทหลังมีเยอะกว่า แต่ว่าการต่อสู้ต่อแรงเสียดทาน ในการพัฒนาตัวเองอีกทีมันอาจจะน้อย และผมรู้สึกว่าในบางรูปแบบมันเป็นแฟชั่นเหมือนกัน

อรรณพ นิพิทเมธาวี : งั้นลองวิเคราะห์ให้ฟังหน่อยว่า กิจกรรมค่ายอาสา กับ โลกปัจจุบัน มันยังใช้งานได้อยู่ไหม หรือมันควรปรับเปลี่ยนยังไง
หมง : โดยส่วนตัวผมไม่คิดว่ามันล้าสมัยหรืออะไร ตัวกิจกรรมมันไม่ได้ล้าสมัยแต่ผมว่าตัวบุคคลนั้นแหละที่มีปัญหามากกว่า

อรรณพ นิพิทเมธาวี : ตัวบุคคลก็มาเป็นไปตามยุคสมัยเหมือนกันนะ
หมง : ก็มีส่วน ผมรู้สึกว่าตัวกิจกรรมเอง หรือเรื่องวิธีการสอนหรือว่าแนวความคิดในการปฏิบัตต่างๆ นี้ มันยังโอเคอยู่ มันยังใช้งานได้ แต่การดิ้นรนในการเรียนรู้ใฝ่หาจากตัวบุคคลที่เข้าไปสัมผัสกิจกรรมมันน้อยลง ผมมองว่าภาพบางภาพ กิจกรรมค่ายมันเหมือนสูตรสำเร็จ ในการสร้างจุดขายบางอย่างให้กับตนเอง ‘ความแปลก’ อะ ผมว่าคนสมัยนี้คนต้องการ ‘ความแปลก’ และกิจกรรมมันก็คงเป็นความแปลกอีกแบบหนึ่งมั้ง

อรรณพ นิพิทเมธาวี : ok ข้ามเรื่องค่ายไปก่อน แล้วเดี๋ยวเราจะกลับมาคุยอีกครั้งช่วงท้าย ขอกลับมาเรื่องชีวิตส่วนตัว… หลังจากเรียนจบแล้ว ชีวิตการทำงานเป็นยังไงบ้าง
หมง : ช่วงทำงานหลังจากจบ 3-4 ปีแรก ผมมีความสุขมาก แฮปปี้มาก งานไม่ได้หนักมาก ยังมีเวลาส่วนตัวเยอะ พอ 4-5 ปี ไปแล้วมันก็เริ่มหนักขึ้นเรื่อยๆ ตามตำแหน่งงาน หรือว่าประสบการณ์ทำงานมากขึ้น ก็ถือว่า…ทำงานค่อนข้างหนัก

อรรณพ นิพิทเมธาวี : เห็นว่าช่วงแรกๆ ในการทำงาน มีภาวะความขัดแย้งเกิดขึ้นในตัวเอง เรื่องของชีวิตในค่ายกับชีวิตจริง ไหนลองเล่าให้ฟังหน่ิอย..
หมง : ผมว่าคนที่จบใหม่ๆ ส่วนใหญ่ ไม่ต้องเด็กค่ายอย่างเดียวนะ ส่วนใหญ่มีปัญหาเรื่องของการปรับตัวเยอะ เพราะว่าสภาวะของคนที่เรียนหนังสืออยู่ ภาวะทุกอย่างมันถูกจัดวางไว้หมดแล้ว เราแค่เดินตามทางที่มันวางไว้…มันก็แบหนึ่ง แต่พอเรียนจบแล้ว เราต้องกลับมาเป็นตัวคุมเกมตัวเองก่อน ผมว่าปัญหาคือ การคาดหวังในรูปแบบที่เราอยากให้เป็นกับสิ่งที่มันเป็นไปมันความขัดแย้งกัน มันไปด้วยกันไม่ได้ แล้วการทำงานค่ายฯ มันสอนเรื่องความคิดหรือมุมมองด้านชีวิตค่อนข้างเยอะ คือเราพูดคุยเรื่องนี้กันเยอะ มันทำให้เกิดภาพของชีวิตบางอย่างซึ่งเราเชื่อว่ามันควรจะเป็น ซึ่งพอมาทำงานจริงๆ แล้ว หลายๆ อย่างมันก็ปะทะกันแล้วมันก็ไปด้วยกันไม่ได้ มันก็เกิดภาวะกดดันหรือขัดแย้งว่าจะเลือกทางไหนดี จะทำยังไงดี

อรรณพ นิพิทเมธาวี : แล้วเรามีคำตอบกับตัวเองแล้วยัง แก้ปัญหากับชีวิตตัวเองตอนนั้นยังไง…
หมง : ตอนแรกอึกอัดในการทำงาน มีปัญหาเรื่องการปรับตัวเยอะ แต่ผมต้องบอกก่อนว่าเพื่อนร่วมงานผมดี ดีมาก คือ เรื่องสังคมเรื่องอะไรเขาไม่เข้าใจเหมือนอย่างที่เราเข้าใจ แต่โดยพื้นฐานส่วนตัวเขาเป็นคนดี ปัญหาผมไม่ได้เกิดจากปัญหากับเพื่อนร่วมงานซะหมด แต่ ok เรื่องการปรับตัวเยอะเพราะว่าสังคมที่ทำงานมันก็อีกแบบหนึ่ง ปัญหามันน่าจะเป็น ความไม่เข้าใจในเรื่องปลีกย่อยบางอย่างของชีวิต ซึ่งเราอาจเห็นว่าสำคัญ ซึ่งเรื่องมันเล็กน้อยที่มันน่าจะมีการทำอะไรบางอย่างออกไป แต่แอ็คชั่นมันไม่ได้เกิด พอเราไปพูดคุยกับคนอื่นมันเหมือนกับเราถูกมองเป็นคนแปลก

อรรณพ นิพิทเมธาวี : เท่าที่คุยมา หมง เป็นคน….อธิบายเก่ง สรรหาศัพท์อะไรที่ไม่จำเป็นต้องอ้างอิงถึงเหตุการณ์นั้นจริงๆ บางครั้งคิดไหมว่า มันเป็นการเข้าใจยาก
หมง : …ถ้าถามตัวเอง ไม่ได้คิด…

อรรณพ นิพิทเมธาวี : (หัวเราะ)
หมง : ผมพูดอย่างที่ผมเข้าใจ คือผมเข้าใจอย่างนี้ผมสื่อออกไป เขาก็น่าจะเข้าใจอย่างที่ผมต้องการให้เขาเข้าใจ แต่ถ้าคนอื่นมาบอก ว่าไม่เข้าใจนั้นก็คงไม่รู้

อรรณพ นิพิทเมธาวี : ภาพหนึ่งที่ชัดมาก ชอบดูหนัง…ทำไม?
หมง : …อธิบายยาก ผมรู้สึกว่าการเข้าไปในโรงหนัง 2 ชั่วโมงเหมือนกับการไปเรียนรู้ประสบการณ์แปลกๆ ใหม่ๆ โดยที่ไม่ต้องเอาตัวเองเข้าไปสัมผัส แต่เราไปเรียนรู้ผ่านสื่อ ซึ่งสื่อในโรงหนังมันมีทั้งการฟัง การดู ประสาทสัมผัสใช้งานพร้อมๆ กัน แล้วเรารู้สึกว่า…เราได้ประสบการณ์เทียมขึ้นมาละ จากการไปเสพตรงนั้น แล้วหนังก็มีให้เลือกเยอะ ผมเคยจดบันทึกว่าสมัยเด็กๆ ผมดูหนังปีหนึ่ง 200 เรื่อง หนัง 200 เรื่องซึ่งก็คือเรื่องราว 200 อย่าง มันก็ให้ประสบการณ์เราที่แตกต่างกันไป เพียงแต่ตอนเด็กเราอาจจะไม่ได้เอามันมาคิดอะไรต่อมาก แต่เราก็ได้ความหลากหลายตรงนั้นมา…

อรรณพ นิพิทเมธาวี : ชอบหนังแนวไหน
หมง : เด็กๆ ชอบหนังแอคชั่น

อรรณพ นิพิทเมธาวี : เด็กๆ…?? ตอนนี้ละ
หมง : ตอนนี้…… (หยุดคิด) ….ชอบหนังสบายๆ

อรรณพ นิพิทเมธาวี : ยังไง ? หนังแอ็คชั่นก็ดูสบายนะ สนุกสนาน
หมง : เมื่อก่อนผมชอบหนังแอ็คชั่นนะ แต่เดี๋ยวนี้ผมรู้สึกว่ามันเกินไป การเร้าอารมณ์มันแรงเกินไป มากเกินไป เหมือนกับ…อารมณ์แบบดูแล้วไม่ต้องหายใจอะ มันพาเราไปจนดูจบแล้วเราเหนื่อย หลังๆ ผมดูหนังผมรู้สึกว่าผมเหนื่อย ดูจบแล้ว….กูไปวิ่งกับมันมาหรือไงนี่…

อรรณพ นิพิทเมธาวี : เห็นว่า…รักหนังขนาดไปเรียนวิจารณ์หนังมาด้วย
หมง : เหตุบังเอิญ ผมมีเหตุบังเอิญในชีวิตเยอะ คือว่า…ก็ดูหนังเยอะ ตั้งแต่ตอนอยู่มัธยม ม.3 ม.4 ไอ้ที่ดูปีละ 200 เรื่องเนี่ย ก็ช่วงนั้น 3-4 ปีนั้นดู 200 กว่าเรื่อง คือดูหนังทุกโปรแกรมที่เข้า ดูกับเพื่อนสนิท…มีเพื่อนสนิทคนหนึ่งชอบดูหนังเหมือนกัน เสร็จแล้วนี่พอดูเยอะขึ้นเรื่อยๆ ต้องยอมรับว่าความหลากหลายของของหนังที่เข้าโรงในสมัยสักเกือบ 10 ปีที่แล้ว มันมีความหลากหลายของหนังเยอะมาก มีทั้งหนังแอคชั่น หนังรัก หนังดราม่า หนังเนื้อหาเยอะแยะไปหมด บางทีเราก็เริ่มรู้สึกว่าเราดูแล้วไม่เข้าใจ ดูแล้ว… ‘อะไรวะเนี้ย’ คือไม่เข้าใจมัน ก็มีเพื่อนคนหนึ่ง เขาก็ไปเรียน เพื่อนผมคนนี้เป็นคนค่อนข้างจะเป็นคนคิดอะไรมีสาระกับชีวิตพอสมควร มีตรรกะกับเรื่องของชีวิตเยอะ เขาก็ไปเรียนมา แล้วเขาก็มาอธิบาย ‘อ้อ…ที่มึงไม่เข้าใจมัน อย่างนี้ อย่างนี้’ ก็ยังไม่เข้าอีกอะ เขาเลยว่า ‘เดี๋ยวปีหน้าเปิด มึงไปเรียนดูละกัน’ ก็เลยเกิดท้าทายกัน ก็เลยไปเรียน ตอนนั้นไปเรียนก็ไม่คิดอะไร เพราะว่าเป็นช่วงปิดเทอมก็เรียนเสาร์อาทิตย์ ตอนนั้นผมเริ่มเป็นคนอ่านหนังสือเยอะ ตั้งแต่ตอนดูหนังแล้ว ตอนนั้นอ่านหนังสือหนัง แม็กกาซีนเกี่ยวกับหนังเยอะ มันจะมีชื่อ “Film View” เจ๊งไปแล้ว… ก็เป็นเรื่องการดูหนังแบบเป็นสาระมาก จำได้ว่าอ่านแล้วไม่เข้าใจเลย ที่นี่ตอนที่ไปเรียนเขาก็บอก เขาเกริ่นๆ มาว่าหนังที่ว่าดีอย่างนั้น…ดีอย่างนี้ จะฉายให้ดูในการสัมมนา ในการเรียน เราก็เลย…โหเนี่ย..700 บาท เรียน 10 ครั้งเต็มวัน ดูหนังด้วย คุ้มมากเลย ก็เลยไปเรียน ไปเรียนวิจารณ์หนัง

อรรณพ นิพิทเมธาวี : ออกมาจากการอบรมครั้งนั้น มุมมองในการดูหนังเราเปลี่ยนไปไหม
หมง : ตอนแรกยัง เอาเข้าจริงพอไปเรียนแล้วก็หลับ นั่งๆ ดูๆ หลับๆ ไป แต่ผมโชคดี คือการเรียนเนื้อหากว้างมาก เรื่องของมุมกล้อง เรื่องของการแสดง…เขาสอนหมด สอนพื้นฐานหมด แต่ผมก็ไม่ค่อยสนใจนะ ก็นั่งๆ หลับๆ ไป แต่บังเอิญวันสุดท้ายที่เรียนเขาสอนเรื่อง ‘การสื่อความหมายของหนัง’เขาเรียก โมทีฟ พอดีวันนั้นเราไม่หลับ เราก็นั่งฟัง เรารู้สึก ‘โห..มันขนาดนั้นเลยเหรอ’ เวลาเขาอธิบายเนี่ยเขาจะเอาเหตุการณ์ในหนังมา เอาหนังที่ทุกคนได้ดูมาพูดๆๆ อธิบายว่าอันนี้คืออะไร คืออะไร ไอ้เราก็….ตอนแรกก็ยังไม่เชื่อเท่าไร แต่พอเรียนออกมาปุ๊บ.. เนี้ย ดูหนังแรกๆ ก็ดูหนังไม่สนุก เขาบอก…ทุกคนที่เรียนจบจะเป็น เพราะว่า…เหมือนได้หลัก ได้วิชามาแล้วจะลองวิชา ดูหนังก็พยายามเอาหลักการนั้นไปจับ ทำให้ดูหนังไม่รู้เรื่อง คือดูแล้วพยายาม ‘ใช่ไหม ใช่ไหม’ แต่เนื้อหาลืมไปแล้วไง

อรรณพ นิพิทเมธาวี : แสดงว่า เป็นการดูหนังผิดวิธีสิ
หมง : ใช่….การดูหนังเพื่อหาความหมาย เขาบอกว่าเป็นอาหารเสริม-คุณดูคุณก็เอาเนื้อหาไป คุณกินอาหารหลักไป อาหารเสริมได้มาก็ดีไม่ได้มาก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าได้มาก็จะสนุกขึ้น จะดูอะไรที่ได้มิติที่ลึกขึ้น

อรรณพ นิพิทเมธาวี : มีหนังในดวงใจไหม
หมง : ถ้าเกิดเมื่อก่อน..มี…

อรรณพ นิพิทเมธาวี : เรื่อง?
หมง : ถ้าตั้งแต่เด็กๆ เลยที่ประทับใจ แบบว่าสุดๆ เลยก็ Dead Poets Society (ครูครับ…ผมจะสู้เพื่อฝัน)

อรรณพ นิพิทเมธาวี : เพราะ…
หมง : เป็นหนังที่….ผมซื้อ VDO มาดู คือไม่เคยดูตอนเข้าโรงด้วย หนังเรื่องนี้สร้างปรากฏการณ์ เข้าฉาย 3 ครั้ง คนเต็มทุกครั้ง เมื่อก่อนหนังฉายถ้าไม่มีคนดูจะออก หนังฉายอาทิตย์สองอาทิตย์ก็ออก กระแสมันแรงกลับมาฉายใหม่ แล้วก็ออกและก็กลับมาฉายใหม่ 3 ครั้ง แล้วก็ผมไม่ได้ดู…ไม่ได้ดูในโรง ในตอนนั้นผมอยู่ประมาณ ม.3 ตอนนั้นยังไม่ได้เริ่มดูหนัง เพื่อนแนะนำ…ก็ไปซื้อ VDO มาดู จำได้ว่าเป็นหนังเรื่องแรกที่ดู 3 รอบใน 2 วัน แล้วร้องไห้ทุกรอบ รู้สึกประทับใจมาก ก็เลยรู้สึกว่าเรื่องนี้ที่สุดแล้วในตอนนั้น

อรรณพ นิพิทเมธาวี : แล้วทำไมถึงพูดว่า เมื่อก่อนมีหนังในดวงใจ แสดงว่าเดี๋ยวนี้ไม่มี
หมง : คือเดี๋ยวนี้มัน …(หยุดคิด)… ผมรู้สึกว่า…. อาจจะเพราะเราเด็กๆ ผมว่ามันยังบริสุทธ์มาก ความรู้สึกทุกอย่างบริสุทธ์หมด อะไรที่ชอบก็ชอบเต็มๆ ไปให้มันสุดๆ ไม่ชอบก็เกลียดให้มันแบบ…ไม่มองหน้ากันเลย ผมว่ามันเป็น ‘ขาวกับดำ’ มากๆ ในช่วงเด็กๆ ความรู้สึกมันจะรุนแรง แต่พอปัจจุบันเราโตขึ้น เราเป็นผู้ใหญขึ้น เรื่องราวต่างๆ มันมากขึ้น ผมว่าความหวาดระแวงในใจมันมีเยอะขึ้น ทำให้เวลาจะรักจะชอบอะไรก็ไม่ไปเต็มๆ ตัวละ ก็คงต้องยั้งๆ ไว้บ้าง

อรรณพ นิพิทเมธาวี : แสดงว่าเดี๋ยวนี้ไม่ชอบ Dead Poets Society แล้ว
หมง : ….ถ้าเกิดถามตอนนี้ก็ยังชอบอยู่ แต่ว่าผมรู้สึกว่า ผมดูหนังด้วยอารมณ์อีกแบบหนึ่งแล้ว มันจะไม่ใช่แบบเมื่อก่อนแล้ว เมื่อก่อนนี้คือจะเอาเนื้อเรื่องเป็นหลัก ตอนนั้นที่ผมดูยังไม่ได้เรียนวิจารณ์หนังด้วย เพราะฉนั้นก็ไม่รู้อะไร เวลาจะดูหนังก็อ่านเนื้อเรื่องอย่างเดียว โดยตัว Dead Poets Society เอง…เนื้อเรื่องมันประทับใจ เนื้อหาของหนังค่อนข้างจะดี แต่ว่าเดี๋ยวนี้มันก็มีหนังบางเรื่องที่เรารู้สึกว่าเนื้อหาไม่น่าประทับใจ แต่ว่าดูวิธีการนำเสนอแล้วมันเจ๋ง แต่หนังบางเรื่องเนื้อหาดีแต่กลยุทธ์ห่วย…อะไรเงี้ย… เดี๋ยวนี้ถ้าจะผมให้เครดิตหนัง คำว่า ‘ดี’ แบบ…ชอบที่สุดเลย ผมไม่มีอย่างงั้นแล้ว

อรรณพ นิพิทเมธาวี : ถ้าเย็นนี้กลับไปแล้วเปิด Dead Poets Society ดูอีกครั้งหนึ่งจะรู้สึกยังไง
หมง : จริงๆ ผมไม่ได้ดูมานานมากแล้วนะ เพราะว่าจำได้ว่าตอนนั้นดู ถ้าจำไม่ผิดผมเรื่องนี้ไป 10 กว่ารอบ ตอนเข้ามหาลัยผมเอา VDO เรื่องนี้ไปให้เพื่อนยืมแล้วมันก็ทำหายไป ก็เลยไม่ได้ดูอีกเลย ตอนนี้ก็ยังหาซื้ออยู่…ก็ยังไม่มี ตอนนี้ถ้าเกิดดูก็ยังชอบอยู่ ผมว่าเหมือนกับห้วงอารมณ์ตอนนั้น ถ้าเกิดตอนนี้เราดูคงดูในอารมณ์ที่เหมือนกับกลับมาหาอดีตเมื่อตอนนั้น

อรรณพ นิพิทเมธาวี : ไม่ได้มีตรรกะกับมันเพราะเราโตขึ้น
หมง : ผมเชื่อว่ายังไงผมก็คงไม่ถึงขนาดแบบ….โอโห้..เคยชอบมาก… หรือดูแล้วแม่งห่วยว่ะ ไม่่ขนาดนั้น แต่ถ้าดูตอนนี้อาจจะไม่ร้องไห้ละ แต่ดูเสร็จอาจจะอมยิ้ม… คือผมให้เครดิตมันเพราะว่า ธรรมดาถ้าเราดูหนังถ้าเราประทับใจมาก อย่างผมประทับใจสุดๆ นี่นั้นครั้งแรก ดูหนังครั้งแรกร้องไห้….ไม่แปลก ถ้าดูครั้งที่ 2-3 ยังร้องได้นี่ ผมว่ามันไม่ธรรมดาละ ตอนนั้นผมเลยรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องใหญ่…หนังนี้มันเจ๋งมาก ดูตอนนี้ก็อาจจะไม่ร้องไห้แล้วละ ตอนนั้นมันยังเด็กมาก…คงต้องอมยิ้ม โดยพล๊อตเรื่องมันค่อนข้างดี เนื้อหามันค่อนข้างดี

อรรณพ นิพิทเมธาวี : วิจารณ์วงการหนังไทยให้ฟังหน่อย
หมง : …..(คิด)… ถ้าเกิดปัจจุบัน ผมรู้สึกว่าก็ดี ความหลากหลายเยอะแต่ความมักง่ายก็เยอะ ผมรู้สึกอย่างนั้น

อรรณพ นิพิทเมธาวี : แสดงว่าดีขึ้น
หมง : โดยภาพรวมผมว่าดีขึ้น

อรรณพ นิพิทเมธาวี : เป็นคนดูหนังไทยไหม หรือ….มีบางคนปฏิเสธการดูหนังไทย
หมง : ผมจะดูหนังไทยก่อน ถ้าเลือกได้… ถ้าสมมติมี 2 โปรแกรมมาผมดูหนังไทยก่อน ผมรู้สึกว่ายังไงมันก็เป็นหนังที่ใกล้กับชีวิตเรามากที่สุด ถ้าเกิดเอาอะไรบางอย่างมาสะท้อนชีวิตเรา ก็ต้องเป็นเรื่องเดียวกับชีวิตที่เราเป็นอยู่

อรรณพ นิพิทเมธาวี : แล้วมีหนังไทยในดวงใจไหม
หมง : ก็จริงๆ ผมมีหลายเรื่องนะ หนังไทยก็ชอบหลายเรื่อง

อรรณพ นิพิทเมธาวี : แต่ไม่ขนาดเท่า Dead Poets Society
หมง : ไม่ ไม่ขนาดนั้น นั้นอาจจะเป็นเพราะว่ามันเป็นหนังเรื่องแรกๆ ที่ผมดู

อรรณพ นิพิทเมธาวี : คือไม่เกี่ยวกับเรื่องค่านิยม
หมง : ไม่เกี่ยวๆ หนังไทยดีๆ หลายๆ เรื่องที่ผมชอบก็เยอะ อย่าง…เอาว่าหนังไทยที่ผมดูซ้ำบ่อยสุดดีกว่า อาจจะไม่รู้ดีสุดหรือเปล่านะ ….ก็น่าจะเป็น “ลูกบ้าเที่ยวล่าสุด” คือหนังมันอมยิ้มอ่ะ ดูแล้วอมยิ้ม ตอนนี้ผมรู้สึกว่าชีวิตประจำวันเราวุ่นวายมากพอสมควร ดังนั้นเราก็อยากได้อะไรสบายๆ ไม่ต้องไปเร้าอารมณ์มาก หรือหวานซึ้งหรืออะไรขนาดนั้น ดูแล้วอมยิ้ม อารมณ์ประมาณอิ่มๆ กำลังละมุนๆ อะไรอย่างนี้

อรรณพ นิพิทเมธาวี : กลับมาเรื่องชีวิตส่วนตัว นิยามความรักของ มงคล คืออะไร
หมง : อือมมมม… ตอบยาก… ก็….ก็รู้สึกว่ามันเป็นอะไรที่….เป็นความรู้สึกอีกแบบ….ถ้าพูดถึงความรักแบบหนุ่มสาว ก็คงเป็นอะไรที่ คนอีกคนที่เหมือนกับมันจะแมทกับเราได้ทุกอย่าง….

อรรณพ นิพิทเมธาวี : ซึ่งในความเป็นจริงก็รู้ว่าเป็นไปไม่ได้
หมง : ผมว่ามันยาก… ผมไม่รู้ว่าเป็นไปไม่ได้หรือเปล่า แต่รู้ว่ามันยาก

อรรณพ นิพิทเมธาวี : นี่หรือเปล่าถึงทำให้ไม่มีแฟนจนปัจจุบันนี้ เพราะมาตราฐานอย่างนี้รึเปล่า
หมง : ผมว่า เพราะว่าพื้นฐานครอบครัวผมมีปัญหาเรื่องนี้เยอะ คือพ่อแม่ผมเขา….เขาไม่รักกันอะ อยู่จนลูกโตนี่เพราะรับผิดชอบลูกอย่างเดียวเลย

อรรณพ นิพิทเมธาวี : โดนคลุมถุงชน เหรอ
หมง : ไม่รู้เหมือนกัน ไม่รู้ตอนนั้นเขาแต่งงานกันยังไง เพราะอะไร แต่ความรู้สึกคือรู้สึกว่าเขาไม่ได้รักกัน

อรรณพ นิพิทเมธาวี : คิดไปเองรึเปล่า
หมง : อาจจะๆ แต่นี่คือสิ่งที่ประเมินจากสิ่งที่เห็นมาโดยตลอด 20 กว่าปี ผมเลยรู้สึกว่ามันกลายเป็นการทน แล้วมันก็ทำให้มีปัญหากันบ่อย แล้วมันกับมีผลกระทบเด็กกับลูกเหมือนกัน ก็เลยรู้สึกว่าไม่เสี่ยง ไม่กล้าที่จะเสี่ยง ผมรู้สึกอย่างนั้นนะ

อรรณพ นิพิทเมธาวี : นอกจากที่แมทกับเราได้ทุกอย่างแล้วนั้น มีเสป็กผู้หญิงในใจไหม ชอบผู้หญิงแบบไหน
หมง : มีเรื่องของบุคลิกมั้ง

อรรณพ นิพิทเมธาวี : ยังไง
หมง : เวลามองใคร เราอาจสะดุดหน้าตาก่อน แต่ว่าถึงจุดหนึ่งมันก็แค่ประเดี๋ยวประด๋าว แป๊บเดียว ถ้าไม่มีอะไรมากกว่านั้นมันก็คือจบแล้ว หมดไป ความรู้สึกก็ไม่มีอะไร ผมดูเรื่องของบุคลิก แล้วก็ลักษณะนิสัย

อรรณพ นิพิทเมธาวี : ถามอย่างนี้ หมายถึงว่า ผู้หญิงที่ผ่านเข้ามาในชีวิตที่เราชอบ
หมง : ผมเป็นคนเงื่อนไขเยอะ คือจริงๆ จากปัญหาที่เจอตั้งแต่เด็ก ๆ ผมอาจจะมีกฏข้อบังคับสมมุติ 20 ข้อ ในการที่จะ…..ต้องได้ 20 ข้อนี้แหละเว้ย อะไรเงี้ย

อรรณพ นิพิทเมธาวี : เพราะเหตุผลเรื่องมาจากที่ว่า เรารู้สึกว่าพ่อแม่ไม่รักกัน
หมง : ใช่ มันประกอบกัน ผมเป็นคนมีความเป็นส่วนตัวสูง คือจริงๆ ต้องพูดว่าเพราะตัวเองเหมือนกัน มีบุคลิกส่วนตัวสูง ผมรู้สึกว่าถ้าเกิดมันไม่ใช่คงรับกันไม่ได้ เพราะฉนั้นถ้าผมจะหา ผมก็จะต้องพยายามหาคนที่เข้ากับชีวิตส่วนตัวผมได้ ไม่งั้นคบๆ ไปมันคงต้องเลิก อะ

อรรณพ นิพิทเมธาวี : ถ้าถามแบบตรงๆ แล้วถ้าไม่มีละ
หมง : ไม่มีก็ไม่มี

อรรณพ นิพิทเมธาวี : อยู่คนเดียวได้
หมง : ก็น่าจะนะ คือโอเคช่วงเวลาแบบรู้สึกแย่ๆ รู้สึกเหงาๆ่ มันก็คงมี มีเป็นช่วงๆ แต่ว่ามันก็มีบางช่วงเวลาเหมือนกันที่อยู่คนเดียวก็รู้สึกว่าคล่องตัวดี

อรรณพ นิพิทเมธาวี : ไม่รู้สึกเหงา
หมง : มีบางครั้ง ….บางช่วงบางครั้ง

อรรณพ นิพิทเมธาวี : คิดยังไงกับ นายกทักษิณ
หมง : เก่ง!

อรรณพ นิพิทเมธาวี : เก่ง… แค่นี้…?
หมง : ผมรู้สึกว่า….เขามีวิธีการปฏิบัติที่ดี เก่งในด้านของการเป็นนักปฏิบัติ แต่ในเรื่องของแนวความคิดผมไม่เห็นด้วย หมายความว่า เขามีการทำงานที่เป็นระบบ มีบุคลิกการเป็นผู้นำสูง แต่ว่านั้นเป็นเรื่องของบุคลิกและลักษณะ แต่ถ้าเกิดเป็นเรื่องของแนวคิดในการทำงาน ผมไม่เห็นด้วย มันคิดแบบธุรกิจเกินไป หลายๆ อย่างมันดูหวังผลประโยชน์มากเกินไป

อรรณพ นิพิทเมธาวี : แสดงว่านักการเมืองที่ดี จะต้องไม่มีเรื่องนักธุรกิจ
หมง : มันก็น่าจะจริง ถ้าเกิดเอาอุดมคติมาจับมันก็คงเป็นอย่างนั้น แต่ผมก็รู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้

อรรณพ นิพิทเมธาวี : คิดยังไงกับการเมืองไทย เป็นคนติดตามการเมืองอยู่ใช่ไหม
หมง : ก็ติดตาม

อรรณพ นิพิทเมธาวี : บ้านเมืองเราตอนนี้ อยู่ในสภาพไหน ยังไง
หมง : ผมว่ามันเป็นภาวะที่… ผมว่าหลายคนคงไมได้่ happy กับที่เป็นอยู่ แต่ไม่มีีที่ดีกว่าให้เลือก

อรรณพ นิพิทเมธาวี : จริงเหรอ คิดอย่างนั้น
หมง : ผมคิดว่าอย่างนั้น จากการพูดคุยกับหลายๆ คนก็ไม่ชอบแบบทักษิณ ก็คู่แข่งมันเป็นใครละ คู่แข่งในกระดาน หมากในกระดานมีอยู่แค่นี้ อย่างน้อยก็เอาให้ใกล้เคียงกันที่สุดละกันวะ ถ้าเทียบข้อบกพร่องคนอื่นอาจจะข้อบกพร่องมากกว่า หรือ ทักษิณ ข้อบกพร่องเยอะกว่า แต่ว่าประโยชน์ที่เขาทำได้มันก็ยังเยอะกว่ากันอยู่ดี

อรรณพ นิพิทเมธาวี : กลับมาเรื่องการทำงานนิดหนึ่ง ตอนนี้เป็นคนที่ทำงานหนัก ด้วยตำแหน่งค่อนข้างสูง แต่ได้ข่าวว่าจะลาออก ทำไม
หมง : หนักมาก…ผมก็ยังยืนยันว่าไม่ชอบงานที่ทำ คือมันไม่ชอบตั้งแต่ตอนเริ่มทำแล้วละ แต่ตอนทำงาน 3-4 ปีแรกมันสบายๆ ยังไงเราก็ถือว่าเป็นมันเป็นอาชีพ ทำงาน 5 วัน อย่างมาก 6 วัน แล้วก็…เลิก มีเวลาส่วนตัว มีรายได้ที่ดีในระดับหนึ่ง ก็ถือว่าเป็นแค่อาชีพการทำงาน ตอนนั้นก็ยังไม่ได้คิดอะไรก็ทำไปเรื่อยๆ แต่พื้นฐานก็ไม่ได้ชอบนะ จำได้ช่วงทำงานปีแรกตอนนั้นเบื่อมาก ยังปรับตัวไม่ได้ เคยมาคุยกับอาจารย์สาคร จะมาสมัครเป็นอาจารย์ ABAC เขาบอกไม่ผ่านคุณวุฒิ เพราะว่าเขาเอาปริญญาโทขึ้นไป เท่าที่จำได้ตอนนั้นมาสมัครเป็นอาจายร์ Q4 มาอยู่ศูนย์กิจกรรม เขาบอกว่า “ถ้าเกรดอย่างนี้ไปเป็นอาจารย์สอนบัญชีดีกว่า” ก็เลยบอกไม่เอา จะสมัครเป็นอาจารย์กิจกรรม เขาบอกว่ามีอีกคนมาสมัครเหมือนกัน ซึ่งคุณสมบัติดีกว่าเราเยอะ แล้วเขารับแค่ตำแหน่งเดียว ยังไงก็ต้องให้คนนั้นได้ไป ตอนนั้นก็เลยล้มไป ช่วงคาบเกี่ยวตอนนั้นก็ทำงานเกือบๆ ครบปีแล้ว พอเริ่มขึ้นปีที่สองเราก็เริ่มปรับตัวกับการทำงานได้ดีขึ้น การปะทะระหว่างเรากับผู้ร่วมงานในเรื่องของวิธีการปฏิบัติก็น้อยลงเยอะ เราก็สบายๆ อยู่ได้เรื่อยๆ จนเราก็ลืมบางทีเราีก็เพลิน เราก็ลืมไปว่า ‘เราไม่ชอบนะเว้ย’ จนมาช่วง 2 ปีหลัง งานมันหนักมาก หนักแบบ…. จริงๆ มีความคิดที่จะออกตั้งแต่ปีที่แล้ว เริ่มรู้สึกว่ามันไม่ไหว ไม่ใช่ละ่ แล้วยิ่งทำมานาน 6 ปีแล้ว ถ้าไม่รีบขยับตัวมันจะขยับตัวยากแล้ว อายุก็ 27 28 จะ 30 ปี ก็พอดีมีรุ่นพี่ที่เคารพกันอยู่เขาก็มาช่วยให้เลื่อนตำแหน่ง โดยคุณสมบัตินี่ผมไม่ผ่าน ผมขาดอีกข้อหนึ่งที่ไม่ผ่าน เขาช่วยคุยให้ เขาไปคุยจนได้เลื่อนตำแหน่ง พอได้เราก็รู้สึกว่า ‘เฮ้ย..ไม่ได้แล้ว ถ้าเราออกเขาเสีย’

อรรณพ นิพิทเมธาวี : เป็นเรื่องของบุญคุณ
หมง : ตอนนี้เป็นเรื่องบุญคุณอย่างเดียวเลย ก็เลยตั้งใจว่าทำให้ครบปีละกันไม่ให้เขาเสียแล้วค่อยออก แล้วพอดีที่บริษัทก็กำลังมีปัญหาด้วย

อรรณพ นิพิทเมธาวี : ตอนนี้เงินเดือนเท่าไร
หมง : 50,000 บาท

อรรณพ นิพิทเมธาวี : เงินเป็นปัญหากับชีวิตเราไหม
หมง : ไม่น่าจะ

อรรณพ นิพิทเมธาวี : อีกภาพหนึ่งของ หมง คือเรียบง่าย สมถะ ทั้งๆ ที่ได้เงินเดือน 50,000 ขัดแย้งนะ
หมง : ผมรู้สึกว่าเงื่อนไขในการใช้จ่ายเงินของมันน้อย อาจจะเพราะผมอยู่คนเดียวด้วย ถ้าเกิดมีแฟนคงมีพันธะอีกเยอะ ผมคิดว่าองค์ประกอบการใช้เงินของผมแต่ละเดือน ไม่ต่างจาก 5 ปีที่แล้วซักเท่าไร แต่อาจจะมากขึ้นในส่วนของภาษีสังคมเยอะขึ้น เพราะว่ามีรุ่นน้องไปทำงานก็ต้องเลี้ยงเขาบ้าง เพราะว่าตอนเราเป็นเด็กๆ หัวหน้าเราก็เลี้ยงเราเหมือนกัน มันก็เป็นลักษณะการความสัมพันธ์ที่ดี

อรรณพ นิพิทเมธาวี : ไม่มีเรื่องของฟุ้งเฟ้อ แฟชั่น ทรัพย์สินต่างๆ นานา สิ่งยั่วยุต่างๆ
หมง : จำได้ว่าทำงานมา ซื้อของแพงสุดก็ซื้อโทรศัพท์มือถือ 9,000 บาท

อรรณพ นิพิทเมธาวี : ไม่คิดซื้อรถ ซื้อห้องชุด ซื้อบ้าน อย่างที่ชนชั้นกลางที่มีอายุขนาดนี้ แล้วเงินเดือนขนาดนี้เขาทำกัน
หมง : รถนี่ผมไม่คิดจะซื้อ ผมทำงานจริง ๆแล้วจนถึงปีที่แล้วนะ ก่อนผม promote ผมก็ยังนั่งรถเมล์ไปทำงานอยู่ นอกจากเวลาไปต่างจังหวัดถึงจะขับรถไป ธรรมดานั่งรถเมล์เช้านั่งรถเมล์เย็น แต่ว่าพอทำงานปีที่ผ่านมามันต้องใช้รถทุกวัน เพราะว่าบางวันไปพบลูกค้า ไปๆมาๆ การเดินทางมันเยอะ หรือว่าบางทีเลิกเที่ยงคืน ตี 1 จะนั่งแท็กซี่ก็คงค่าใช้จ่ายไม่ไหวเหมือนกัน

อรรณพ นิพิทเมธาวี : ความเรียบง่ายตรงนี้มาจากการออกค่ายด้วยไหม
หมง : ก็มีส่วน มันเหมือนกับพอไปอยู่ในค่าย เรารู้สึกว่าชาวบ้านที่เราว่าเขาลำบากๆ นี่ เขาก็อยู่ในองค์ประกอบของเขา แต่เราเอาองค์ประกอบเราไปจับ ว่าชีวิตเขาจะต้องมี 10 อย่าง เขามีแค่ 6 อย่าง เราบอกเขาขาดแคลน แต่เขาสามารถอยู่ได้อย่างสมบูรณ์ด้วยการมีแค่ 6 อย่างนั้น ผมเลยรู้สึกว่าอย่างที่ 7 อย่างที่ 10 มันมีไว้ทำไม ผมก็เลยไม่สนใจตรงนั้น

อรรณพ นิพิทเมธาวี : จริงๆ แล้วการออกค่ายมีผลกับการใช้ชีวิตของเรามากน้อยแค่ไหน
หมง : ถ้ากับตัวเองค่อนข้างสูง อย่างที่บอกว่าชีวิตผมเรียบง่ายมาตลอด ….หมายความว่า ราบเรียบมาตลอดดีกว่า คือไม่มีอะไรมาเป็นตัวเปลี่ยนแปลงอะไรเลย ฉนั้นค่ายนี้แทบจะเป็นจุดหักเหชีวิตเหมือนกัน เราเรียนรู้จากมันมาเยอะ ณ ถึงตอนนี้ มันยังเป็นคำตอบของเราอยู่ในการใช้ชีวิต เราก็ยังอิงกับมันอยู่ในการดำเนินชีวิต

อรรณพ นิพิทเมธาวี : ตอนนี้มีความสุขกับชีวิตดี ?
หมง : ก็จริงๆ ไม่ถึงขนาดมีความสุข คือเรื่องของงานหนัก อย่างที่บอกตอนนี้เหมือนกับช่วงรอการเปลี่ยนแปลงมากกว่า ถ้าตามที่คิดไว้ ปีนี้จะลาออก พอลาออกเราก็คงเคว้งเหมือนกัน เพราะเราเอาตัวเองไปผูกอยู่กับอะไรบางอย่างมาตั้ง 7 ปี แล้วอยู่ๆ ต้องมาเริ่มต้นใหม่หมด คงเป็นจุดหักเหอีกจุดหนึ่งของชีวิต

อรรณพ นิพิทเมธาวี : แล้ว มงคล อีก 7 ปี ข้างหน้าเป็นยังไง
หมง : ถามตอนนี้ยังนึกไม่ออก จริงๆ ผมยังคิดไม่ออกเหมือนกันว่าผมจะออกไปทำอะไร ตอนนี้คิดแค่ลาออก เพราะว่ารู้สึกว่าตอนนี้ชีวิตเหมือนกับ …เราไม่ใช่คนกำหนดจังหวะเองแล้ว รู้สึกเหมือนเราโดนอะไรบางอย่างมาบังคับทุกวัน ทุกวัน เรารู้สึกว่าเราอึดอัดจนทนไม่ไหวแล้ว เลยคิดว่าถ้าลาออกก็คงอยู่เฉยๆ สักพักนึง ถามตัวเองให้แน่ว่าจะเอาอะไรกันแน่กับชีวิต ตอนนี้มันไม่มีช่วงเวลาแบบนั้นเลย

อรรณพ นิพิทเมธาวี : คิดว่าชีวิตตัวเองเป็น Case study เป็นแบบอย่างที่ดีให้กับน้องรุ่นใหม่ได้ไหม ยังไง?
หมง : คือผมคงไม่กล้าบอกว่าเอาตัวเองเป็นแบบอย่างให้คนอื่น ผมคิดว่าอย่างนั้นในภาพรวมทั้งหมดนะ แต่ผมมองว่าอย่างน้อยเนี้ย…ถ้าจะหาตัวอย่างว่า เมื่อไปค่ายแล้ว การใช้ชีวิตโดยความคิดของค่ายเป็นองค์ประกอบในการตัดสินใจการใช้ชีวิตนี่ มันก็คงพอได้้เห็นบ้างในหลายๆ จังหวะ แต่อาจจะไม่ใช่ทั้งหมด เพราะว่าก็ยังมีหลายอย่างที่ผมยังขัดแย้ง ไม่สามารถเป็นไปตามนั้นได้ทั้งหมดเหมือนกัน มีข้อจำกัดอยู่หลายๆ เรื่อง

อรรณพ นิพิทเมธาวี : ถ้าคุณเจอเพื่อนรุ่นน้องคนหนึ่ง คุณจะพูดอย่างไงให้เขาไปออกค่าย มันมีประโยชน์อย่างไร
หมง : ผมบอกว่า ….มันเหมือนกับใช้เวลา 10 วัน 15 วัน ซึ่งเวลามันอาจจะไม่เยอะ ถ้าคุณอยู่กรุงเทพฯ คุณอาจจะดูหนังได้ 30 เรื่อง ดูวันละ 2เรื่อง แต่ไปค่ายฯ 10 วัน 15 วัน กลับมามันอาจเปลี่ยนแปลงชีวิตคุณทั้งชีวิตได้เลย ผมว่ามันเป็นโอกาสที่น่าลอง เพราะถ้าระยะเวลาสั้นแค่นั้น แล้วมันสามารถให้ผลสะท้อนได้ขนาดนั้นนี่ ผมว่ามันค่อนข้างเข้มข้นพอสมควร

อรรณพ นิพิทเมธาวี : คำถามสุดท้าย จะฝากอะไรถึงน้องๆ ในค่ายฯ และแฟนๆ เว็บไซต์ noknight.com ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนทำค่าย…เป็นนักกิจกรรม
หมง : ผมอยากจะบอกว่า คือ…เราหลายๆ ครั้ง เมื่อเรารู้สึกว่าเรารู้อะไรมากขึ้น มากกว่าคนอื่น เราอาจจะรู้ในแง่มุมต่างๆ อะไรมากขึ้นกว่าคนอื่นนี่ แต่ว่าบางครั้งแง่มุมที่เราคิดไม่ถึงก็ยังมีอีกเรื่อยๆ ผมเคยได้ยินคำพูดว่า “ยิ่งเรียนก็ยิ่งรู้ว่าเราโง่มากขึ้นเรื่อยๆ” ฉนั้นเราควรจะเปิดตัวเอง ยอมรับกับสิ่งใหม่ตลอดเวลา เพราะบางทีเราฝั่งอยู่กับตัวเองหรือเอาตัวเองไปฝั่งอยู่กับอะไรบางอย่างนานจนเกินไป มันมองเงาตัวเองไม่เห็น

ค่ายฯ 19 ณ อุบลราชธานี (ปี 2547)

เรื่องราวชีวิตของ หมง คงจะมีแง่คิดดีๆ ให้น้องๆ ได้นำไปเป็นกรณีศึกษาให้ตัวเอง ว่ากันว่าเค้าเป็นคนที่มีชีวิตที่ใกล้เคียงกับโลกทั้ง 2 ด้าน คือ“โลกความเป็นจริงและโลกในอุดมคติมากที่สุด” ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาแลกเอาความเข้าใจชีวิตในส่วนนั้นมาด้วยราคาที่ไม่ถูกเลย วันนี้….หมง กลายเป็นคนทำงานบริษัทเอกชนชื่อดัง เงินเดือน 50,000 กว่าบาท (ณ เวลานี้) เป็นเด็กค่ายฯ คนเดียวที่จบการศึกษาโดยเกียรตินิยมพ่วงท้าย แต่หมงยังมีชีวิตเรียบง่ายเหมือนเดิม ไม่ได้หรูหรา สิ้นเปลือง – ดูหนัง อ่านหนังสือ กินเหล้า พูดคุยเรื่องค่ายฯ เรื่องสังคม และตั้งชีวิตตัวเองบนพื้นฐานของความดีงามตามอย่างที่เขาเรียนรู้จากค่ายฯ ตามที่รักและผูกพัน

นอกจากผมแล้ว หมง เป็นเด็กค่ายฯ ยุคแรกๆ คนเดียวที่ยังอยู่ ยังทำหน้าที่รุ่นพี่ของชมรม เพื่อสานฝันในการสร้างสังคม ฝันที่บางคนยอมยกธงขาวไป ตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มสู้ นั้นเป็นสิ่งยืนยันชัดเจนว่า “ค่ายฯ สอนคนได้จริงๆ” เพราะเด็กค่ายฯ คุณภาพ คนที่เป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าในสังคมไทย ต้องมีชื่อ หมง อยู่ด้วยแน่นอน…

อรรณพ นิพิทเมธาวี : สัมภาษณ์ – รายงาน
เอ พันทิวา : บันทึก – ถอดเทป
15 เมษายน 2547 ณ ร้านอาหารครัวเสรีไทย สุขาภิบาล 3

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *